BDZ :: Home - About BD - News - BDZ Club - Dek Bodin - E@Mail
User :
Pwd :
คงสถานะการ Login
Board Index - New Topic - New Vote - Search - Member Rank - Rule & FAQ :: Register! Member Online: 0 - Guests Online: 9  Who Online! (in 5 min.)
Page : 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 98 99 100 101 102 103 104 105 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118 119 120 121 122 123 124 125 126 127 128 129 130 131 132 133 134 135 136 137 138 139 140 141 142 143 144 145 146 147 148 149 150 151 152 153 154 155 156 157 158 159 160 161 162 163 164 165 166 167 168 169 170 171 172 173 174 175 176 177 178 179 180 181 182 183 184 185 186 187 188 189 190 191 192 193 194 195 196 197 198 199 200 201 202 203 204 205 206 207 208 209 210 211 212 213 214 215 216 217 218 219 220 221 222 223 224 225 226 227 228 229 230 231 232 233 234 235 236 237 238 239 240 241 242 243 244 245 246 247 248 249 250 251 252 253 254 255 256 257 258 259 260 261 262 263 264 265 266 267 268 269 270 271 272 273 274 275 276 277 278 279 280 281 282 283 284 285 286 287 288 289 290 291 292 293 294 295 296 297 298 299 300 301 302 303 304 305 306 307 308 309 310 311 312 313 314 315 316 317 318 319 320 321 322 323 324 325 326 327 328 329 330 331 332 333 334 335 336 337 338 339 340 341 342 343 344 345 346 347 348 349 350 351 352 353 354 355 356 357 358 359 360 361 362 363 364 365 366 367 368 369 370 371 372 373 374 375 376 377 378 379 380 381 382 383 384 385 386 387 388 389 390 391 392 393 394 395 396 397 398 399 400 401 402 403 404 405 406 407 408 409 410 411 412 413 414 415 416 417 418 419 420 421 422 423 424 425 426 427 428 429 430 431 432 433 434 435 436 437 438 439 440 441 442 443 444 445 446 447 448 449 450 451 452 453 454 455 456 457 458 459 460 461 462 463 464 465 466 467 468 469 470 471 472 473 474 475 476 477 478 479 480 481 482 483 484 485 486 487 488 489 490 491 492 493 494 495 496 497 498 499 500 501 502 503 504 505 506 507 508 509 510 511 512 513 514 515 516 517 518 519 520 521 522 523 524 525 526 527 528 529 530 531 532 533 534 535 536 537 538 539 540 541 542 543 544 545 546 547 548 549 550 551 552 553 554 555 556 557 558 559 560 561 562 563 564 565 566 567 568 569 570 571 572 573 574 575 576 577 578 579 580 581 582 583 584 585 586 587 588 589 590 591 592 593 594 595 596 597 598 599 600 601 602 603 604 605 606 607 608 609 610 611 612 613 614 615 616 617 618 619 620 621 622 623 624 625 626 627 628 629 630 631 632 633 634 635 636 637 638 639 640 641 642 643 644 645 646 647 648 649 650 651 652 653 654 655 656 657 658 659 660 661 662 663 664 665 666 667 668 669 670 671 672 673 674 675 676 677 678 679 680 681 682 683 684 685 686 687 688 689 690 691 692 693 694 695 696 697 698 699 700 701 702 703 704 705 706 707 708 709 710 711 712 713 714 715 716 717 718 719 720 721 722 723 724 725 726 727 728 729 730 731 732 733 734 735 736 737 738 739 740 741 742 743 744 745 746 747 748 749 750 751 752 753 754 755 756 757 758 759 760 761 762 763 764 765 766 767 768 769 770 771 772 773 774 775 776 777 778 779 780 781 782 783 784 785 786 787 788 789 790 791 792 793 794 795 796 797 798 799 800 801 802 803 804 805 806 807 808 809 810 811 812 813 814 815 816 817 818 819 820 821 822 823 824 825 826 827 828 829 830 831 832 833 834 835 836 837 838 839 840 841 842 843 844 845 846 847 848 849 850 851 852 853 854 855 856 857 858 859 860 861 862 863 864 865 866 867 868 869 870 871 872 873 874 875 876 877 878 879 880 881 882 883 884 885 886 887 888 889 890 891 892 893 894 895 896 897 898 899 900 901 902 903 904 905 906 907 908 909 910 911 912 913 914 915 916 917 918 919 920 921 922 923 924 925 926 927 928 929 930 931 932 933 934 935 936 937 938 939 940 941 942 943 944 945 946 947 948 949 950 951 952 953 954 955 956 957 958 959 960 961 962 963 964 965 966 967 968 969 970 971 972 973 974 975 976 977 978 979 980 981 982 983 984 985 986 987 988 989 990 991 992 993 994 995 996 997 998 999 1000 1001 1002 1003 1004 1005 1006 1007 1008 1009 1010 1011 1012 1013 1014 1015 1016 1017 1018 1019 1020 1021 1022 1023 1024 1025 1026 1027 1028 1029 1030 1031 1032 1033 1034 1035 1036 1037 1038 1039 1040 1041 1042 1043 1044 1045 1046 1047 1048 1049 1050 1051 1052 1053 1054 1055 1056 1057 1058 1059 1060 1061 1062 1063 1064 1065 1066 1067 1068 1069 1070 1071 1072 1073 1074 1075 1076 1077 1078 1079 1080 1081 1082 1083 1084 1085 1086 1087 1088 1089 1090 1091 1092 1093 1094 1095 1096 1097 1098 1099 1100 1101 1102 1103 1104 1105 1106 1107 1108 1109 1110 1111 1112 1113 1114 1115 1116 1117 1118 1119 1120 1121 1122 1123 1124 1125 1126 1127 1128 1129 1130 1131 1132 1133 1134 1135 1136 1137 1138 1139 1140 1141 1142 1143 1144 1145 1146 1147 1148 1149 1150 1151 1152 1153 1154 1155 1156 1157 1158 1159 1160 1161 1162 1163 1164 1165 1166 1167 1168 1169 1170 1171 1172 1173 1174 1175 1176 1177 1178 1179 1180 1181 1182 1183 1184 1185 1186 1187 1188 1189 1190 1191 1192 1193 1194 1195 1196 1197 1198 1199 1200 1201 1202 1203 1204 1205 1206 1207 1208 1209 1210 1211 1212 1213 1214 1215 1216 1217 1218 1219 1220 1221 1222 1223 1224 1225 1226 1227 1228 1229 1230 1231 1232 1233 1234 1235 1236 1237 1238 1239 1240 1241 1242 1243 1244 1245 1246 1247 1248 1249 1250 1251 1252 1253 1254 1255 1256 1257 1258 1259 1260 1261 1262 1263 1264 1265 1266 1267 1268 1269 1270 1271 1272 1273 1274 1275 1276 1277 1278 1279 1280 1281 1282 1283 1284 1285 1286 1287 1288 1289 1290 1291 1292 1293 1294 1295 1296 1297 1298 1299 1300 1301 1302 1303 1304 1305 1306 1307 1308 1309 1310 1311 1312 1313 1314 1315 1316 1317 1318 1319 1320 1321 1322 1323 1324 1325 1326 1327 1328 1329 1330 1331 1332 1333 1334 1335 1336 1337 1338 1339 1340 1341 1342 1343 1344 1345 1346 1347 1348 1349 1350 1351 1352 1353 1354 1355 1356 1357 1358 1359 1360 1361 1362 1363 1364 1365 1366 1367 1368 1369 1370 1371 1372 1373 1374 1375 1376 1377 1378 1379 1380 1381 1382 1383 1384 1385 1386 1387 1388 1389 1390 1391 1392 1393 1394 1395 1396 1397 1398 1399 1400 1401 1402 1403 1404 1405 1406 1407 1408 1409 1410 1411 1412 1413 1414 1415 1416 1417 1418 1419 1420 1421 1422 1423 1424 1425 1426 1427 1428 1429 1430 1431 1432 1433 1434 1435 1436 1437 1438 1439 1440 1441 1442 1443 1444 1445 1446 1447 1448 1449 1450 1451 1452 1453 1454 1455 1456 1457 1458 1459 1460 1461 1462 1463 1464 1465 1466 1467 1468 1469 1470 1471 1472 1473 1474 1475 1476 1477 1478 1479 1480 1481 1482 1483 1484 1485 1486 1487 1488 1489 1490 1491 1492 1493 1494 1495 1496 1497 1498 1499 1500 1501 1502 1503 1504 1505 1506 1507 1508 1509 1510 1511 1512 1513 1514 1515 1516 1517 1518 1519 1520 1521 1522 1523 1524 1525 1526 1527 1528 1529 1530 1531 1532 1533 1534 1535 1536 1537 1538 1539 1540 1541 1542 1543 1544 1545 1546 1547 1548 1549 1550 1551 1552 1553 1554 1555 1556 1557 1558 1559 1560 1561 1562 1563 1564 1565 1566 1567 1568 1569 1570 1571 1572 1573 1574 1575 - found 15749 topics
 
โดย: Puchiko-chan - เมื่อ: 14/12/2547 : 21.03น. - IP: 202.133.167.150

เริ่มต้นด้วยการเขียนชื่อและนามสกุลของคุณเป็นภาษาอังกฤษก่อน แล้วดึงเฉพาะตัวสระออกมา โดยแทนค่าสระเหล่านั้น ดังนี้

A = 1, E = 5, I = 9, O = 6 และ U = 3

เช่น Charanya Techaarreerat ดึงสระออกมาแล้วแทนค่าเข้าไป จากนั้นให้บวกหาผลลัพธ์ กรณีที่ได้ผลลัพธ์เป็นเลข 2 หลัก ให้นำเลข 2 หลักนั้นบวกกันให้ได้เลขหลักเดียว ดังนี้

Charanya Techaarreerat

= A+A+A+E+A+A+E+E+A

= 1+1+1+5+1+1+5+5+1

= 21

= 2+1

= 3

ได้ผลลัพธ์แล้ว ก็มาดูคำทำนายกันเลย



เลข 1 หรือ 10
เลขนี้มีลักษณะของคนที่จับทำอะไรแล้วมักจะสำเร็จ มีนิสัยเป็นผู้นำและมีความคิดริเริ่ม แต่ก็เป็นคนที่ต้องการกำลังใจอย่างมาก คนรักหรือเจ้านายต้องคอยกระตุ้นเตือนอยู่เสมอถึงจะลงมือทำ และถ้าได้ลงมือทำแล้วผลงานจะออกมายอดเยี่ยม ชอบความหรูหรา ฟุ่มเฟือย ไม่ว่าจะทำอะไรชอบเป็นหัวเรือหย่ายยยย..ย..ย จนเพื่อนบางคนไม่ชอบแต่คุณก้อมักจะชนะใจพวกเค้าได้ด้วยนิสัยที่อบอุ่น รักเพื่อนฝูง และมีพลังซึ่งเป็นพลังที่ไม่รู้จักหยุดไม่รู้จักเหนื่อย คนเลขนี้ไม่ควรมองย้อนหลัง จำไว้ว่าหนทางของคุณอยู่ข้างหน้า เต็มไปด้วยความใฝ่ฝันและความเชื่อมั่นในตัวเอง

เลข 2
เป็นคนชอบสังคม ชอบมีเพื่อน ชอบเปลี่ยนแฟนบ่อยๆ ไม่ชอบโต้เถียง ถ้าพูดโกหกแล้วหนีการโต้เถียงได้คุณก็จะยอมทำ ขี้สงสาร ถ้าใครทำท่าว่าต้องการคุณ คุณจะยินดีช่วยเหลือเค้าอย่างสุดหัวใจ คุณชอบอยู่สบายไม่ต้องลำบาก และไม่ต้องขวนขวายมาก คุณจะยินยอมทอดทิ้งแม้แต่ความใฝ่ฝันของคุณ เพื่อให้สอดคล้องกับคนอื่น จิตใจของคุณอ่อนโยน เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไวต่อสิ่งกระทบราวกับเลนส์ไวแสง ฉะนั้นคุณก็เป็นคนรักชั้นยอด ใครมีคุณเป็นคนรักเห็นจะไม่ผิดหวัง

เลข 3
คุณเป็นคนเปิดเผย คิดอะไรแล้วมักจะทำสำเร็จ มีพลังไม่รู้จักเหนื่อย พูดจาชักจูงใจคนเก่ง ถ้าบริษัทไหนมีคนอย่างคุณเป็นพนักงานขายมากๆ คงได้ขายกันจนร่ำรวยแน่ คนเลข 3 ที่มีความทะเยอทะยานมากๆจะสามารถไต่เต้าจากระดับเลขานุการขึ้นไป จนถึงระดับประธานของบริษัทได้ไม่ยาก ทำงานได้สารพัดชนิด แต่ถ้าไม่ชอบหรือเบื่องานไหน จะเบื่อทันที และถึงแม้จะไม่ทิ้งงานก็จะทำส่งๆไปพอเสร็จเท่านั้น ถ้าทำอะไรผิดพลาดหรือประสบกับความพ่ายแพ้ล้มเหลว ก็จะไม่หวนกลับมาเศร้าเสียใจไม่รู้จักจบเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรักหรือเรื่องอะไรก็ตาม หาเงินได้มากแต่ก็ใช้คล่อง มีเท่าไรก็ใช้หมดเกลี้ยง โดยไม่คิดจะเก็บไว้สำหรับอนาคต

เลข 4
คุณไม่ใช่คนช่างฝัน ชีวิตของคุณมีแต่ความจริงเท่านั้น คุณจึงเป็นน้ำหนักคอยเหนี่ยวรั้งเพื่อนฝูงและคนรักที่ชอบฝันเตลิดให้นึกถึงความจริงให้ได้ เป็นคนมีระเบียบและชอบให้อะไรเรียบร้อย คุณจะกลุ้มใจมากถ้าเกิดหลุดไปอยู่บ้านที่ไม่มีระเบียบเรียบร้อย คุณรักครอบครัว ขนบธรรมเนียมประเพณี ใช้เหตุผลมากกว่าจะใช้อารมณ์คุณเป็นคนที่คิดก่อนแล้วรู้สึกทีหลัง บางครั้งก็ดื้อหัวชนฝาเหมือนกัน คุณเกลียดความไม่จริงใจและการตีสองหน้าหลอกลวงกันยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คุณน่าจะยั้งๆ ไว้บ้าง ไม่งั้นคุณอาจจะกลายเป็นคนขี้ระแวงและจริงจังเกินไป หัดเป็นคนขี้เล่นและไม่ค่อยเอาไหนบ้างก็จะดี คุณจะได้ผ่อนคลายความตึงเครียด และปล่อยตัวตามสบายเสียบ้าง

เลข 5
คุณชอบอิสระเสรี เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามใจชอบ คิดอะไรง่ายๆ และไม่ยอมให้มีอะไรมาผูกมัดคุณเป็นอันขาด คุณเป็นคนที่ความรู้สึกไว มักจะรู้อะไรที่คนอื่นเค้าไม่รู้ ฉลาด วิพากษ์วิจารณ์อะไรได้อย่างน่าฟัง และมองอะไรปราดเดียวมักจะเข้าใจได้ก่อนคนอื่น ความมีชีวิตชีวาของคุณมักจะทำให้คนติดใจ ปัญหาสังคมของคุณมีอยู่อย่างเดียว คือมีเพื่อนมากเกินไป เลข 5 เป็นเลขของนักเผชิญโชค เรื่องที่จะต้องระวังให้ดี คืออย่าเผลอทำอะไรให้มันเลยเถิดไปมากนัก เช่น เวลาที่ถูกดุก็ให้นิ่งเสียบ้าง แทนที่จะเถียงสวนออกไปทันควันอย่างนั้น หรืออย่าเทกระเป๋าเล่นใช้เงินหมดโดยไม่รู้ตัว หรืออย่าพยายามกิน....กิน....กิน มากเกินไป

เลข 6
คุณมีสัญชาตญาณของการคุ้มครองปกปักอย่างแรง คุณชอบที่จะเป็นที่ต้องการของใครสักคน ไม่งั้นชีวิตของคุณจะหมดความหมายไปทันที ถ้าคุณไม่มีคนรัก คุณก็ต้องหา สัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงไว้แทน คุณชอบ"ให้" แต่คนรับต้องแสดงว่าเห็นคุณค่าที่คุณได้ให้เค้าด้วย การที่คุณทำตัวเป็นพ่อพระแม่พระกับคนที่คุณรัก บางทีก็ทำให้คุณช้ำใจได้เหมือนกัน คุณเป็นคนดี ใครๆ ก็รักคุณ แต่เค้าก็รักคุณได้ไม่มากพอสักคน คุณชอบมีภาระหน้าที่ และชีวิตของคุณมักจะไปผูกพันใกล้ชิดกับความต้องการและความสุขของคนอื่นๆอยู่เสมอ คุณเป็นคนชื่อตรงต่อหน้าที่และคอยแต่จะกังวล จึงน่าจะระวังรักษาเส้นประสาทไว้ให้ดีสักหน่อย ถ้าคุณสามารถงดกาแฟหรือเครื่องดื่มกระตุ้นประสาทได้ก็จะดีมาก

เลข 7
คุณเป็นคนหัวสูง รสนิยมดี ไม่ค่อยจะตัดสินใจชอบอะไรง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ผู้คน หรือสถานที่ กว่าคุณจะชอบได้คุณจะต้องเลือกแล้วเลือกอีก เพราะคุณมักจะมองเห็นที่ติหรือข้อบกพร่องอยู่เรื่อย คุณเป็นช่างคิดและคิดปัญหาอะไรต่อมิอะไรออกทะลุปรุโปร่งเสียด้วย ไม่ชอบแสดงอารมณ์ และไม่ชอบความหยาบกระด้างของชีวิต เหมาะที่จะแต่งงานกับมหาเศรษฐีเงินล้าน แวดล้อมด้วยข้าทาสบริวาร บ้านใหญ่โตหรูหรา มีเครื่องอำนวยความสะดวกนานาชนิด ใช้ชีวิตอย่างนั้นคุณจะเบ่งบาน เหมือนดอกไม้ขยายกลีบออกรับแสงอรุณ แต่การดำเนินชีวิตที่ถูกกับคุณจริงๆ คือ แบบเรียบๆ ไม่วุ่นวาย จุดอ่อนของคุณมีอยู่อย่างหนึ่ง คือ มักจะตกอยู่ในอารมณ์เศร้าหมองและประชดประชัน อย่างเช่น แฟนของคุณลืมชมว่า คุณแต่งตัวสวยในวันเกิดของคุณ คุณก็จะแค้นใจและเหน็บแนมเค้าอยู่หลายวัน

เลข 8
เลขนี้เหมาะที่จะเป็นผู้นำ มีการตัดสินใจที่ดีและดำเนินธุรกิจได้อย่างเฉียบแหลม ทำงานใหญ่ได้สบาย คุณชอบอำนาจ เงินและชื่อเสียง เวลาเลือกคนรักคุณก็มักจะมองคนที่มีคุณสมบัติอย่างว่า พอถึงคราวจะแต่งงาน คุณจะแต่งงานกับคนที่มีอนาคตรุ่งโรจน์มากกว่าคนที่มีแต่ความรัก สิ่งที่คุณทนไม่ไหว คือการที่คุณทำอะไรเหยาะแหยะ ไม่เป็นท่า และคุณก็เกลียดการเล่นสกปรกเป็นอย่างมาก คุณมีกำลังใจเข้มแข็ง จนไม่ต้องพึ่งเครื่องช่วยอะไรทั้งนั้น เรื่องที่คุณจะต้องระวัง คือ คุณมักจะเคร่งเครียดเกินไป อาจจะทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารได้ และถึงแม้ว่าคุณจะทำอะไรได้เองทุกอย่างและทำได้อย่างดีเยี่ยม คุณก็น่าจะหัดปล่อยให้คนอื่นเค้าทำเสียบ้าง อาจจะมีดีบ้างไม่ดีบ้างก็ช่างมันเถอะ

เลข 9
คุณเป็นคนเผื่อแผ่ ใจดี รักเพื่อนมนุษย์ ถ้าคุณเกิดมาร่ำรวยคุณจะโปรยเงินช่วยเหลือใครต่อใครเป็นว่าเล่น ในเรื่องของความรัก คนหมายเลข 9 จะรักเพื่อความรักแท้ๆไม่ใช่เพื่อเงินหรือสิ่งอื่น สำหรับคุณ ความรู้สึกเป็นเรื่องสำคัญและมาก่อนเหตุผล ซึ่งเรื่องนี้คุณน่าจะระวังหน่อย ส่วนที่คุณควรจะระวังอีกก็คือ อย่าตามใจตัวเองมากนัก แล้วก็อย่าเบื่ออะไรเร็วด้วย อย่าปล่อยให้อารมณ์พาคุณเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ หรือเปลี่ยนแฟนไปคนแล้วคนเล่า และเวลาโกรธน่ะอย่าส่งเสียงโวยวายให้มากนัก ไม่มีใครรู้หรอกว่าที่จริง คุณไม่ได้ดุร้ายขนาดนั้นสักหน่อย

เลข 11
คุณเป็นนักกินในอุดมคติ มองโลกในแง่ดีตลอดเวลาและไม่มีทางที่จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ถ้าเป็นไปในทางที่ดี คุณเป็นคนที่มองคนในแง่ดีจนกลายเป็นว่าคุณออกจะหลงเชื่องมงายไปหน่อย หลงมองเห็นใครต่อใครดี โดยไม่หยุดมองแง่ร้ายในตัวเขาบ้างเลย กว่าจะรู้ก็สายเกินควร เค้าก็ทำให้คุณเจ็บใจจนอกแทบวอดวายไปแล้ว

เลข 12
เลขนี้เป็นนักอุดมคติตัวจริง แต่เป็นชนิดไม่ฝันหวานจนลืมความจริง และจะเป็นครูได้ดีเพราะมีอุปสรรคที่เป็นสื่อความคิดได้ดี เหมือนน้ำเป็นสื่อกระแสไฟฟ้า สามารถสะสางเรื่องที่ยุ่งยากต่างๆ ได้สบายมาก เช่นเรื่องวุ่นวายที่ต้องใช้ความสามารถหว่านล้อมและประนีประนอม

---------- แก้ไขครั้งล่าสุดเมื่อ 19/12/2547 : 11.29 โดย 202.133.166.156 ----------

 
โดย: คนๆนึง กับใจซึมๆ - เมื่อ: 14/12/2547 : 21.47น. - IP: 61.91.181.243

+++++เชียร์ๆเค้าหน่อยๆ++++++

 
โดย: t-zy - เมื่อ: 14/12/2547 : 21.55น. - IP: 61.90.33.98

 

อี-การ์ดอันตราย กลลวงไวรัสร้าย ระบาดช่วงปีใหม่

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัย เตือนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตให้ระวังการล่อลวงผ่านเมลฟิชชิ่ง ซึ่งเป็นการส่งจดหมายปลอมไปยังผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดยอ้างว่าเป็นจดหมายจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อล่อลวงให้เหยื่อป้อนข้อมูลส่วนตัว และรหัสผ่านแก่อาชญากรออนไลน์

โดย "ซิตี้แบงก์" ถือเป็นองค์กรการเงินที่ตกเป็นเครื่องมือการล่อลวงด้วยเมลฟิชชิ่งมากที่สุด ขณะที่เวบไซต์ประมูลออนไลน์ "อีเบย์" ก็เป็นเป้าหมายสำคัญเช่นกัน ขณะที่ผลวิจัยของบริษัทเคลียร์สวิฟท์ ระบุว่า สแปมเมอร์ในปัจจุบันเริ่มพัฒนาวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น ในการเผยแพร่ไวรัสเพื่อเข้าควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์เหยื่อ หรือล้วงข้อมูลทางการเงิน และอัตราการเติบโตของระบบธนาคารอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ "เมลฟิชชิ่ง" กลายเป็นเครื่องมือฉ้อโกงออนไลน์ ที่สแปมเมอร์นิยมใช้มากที่สุดในขณะนี้

สำหรับสแปมเมอร์ คือ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ส่งอีเมลไปยังคนจำนวนมาก (อีเมลขยะ) เพื่อหวังผลให้บรรลุจุดประสงค์ของตนอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไวรัสคอมพิวเตอร์นี้คาดว่าจะแพร่ระบาดมากขึ้นในช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปี เห็นได้จากสถิติในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่า อาชญากรออนไลน์อาศัยบัตรอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-การ์ด เป็นเครื่องมือในการปล่อยโปรแกรมโทรจัน เข้าไปสู่คอมพิวเตอร์ของเหยื่อ

เนื่องจากเป็นช่วงพนักงานองค์กรส่วนใหญ่ มักรู้สึกผ่อนคลาย และลดความเข้มงวดในการทำงาน นอกจากนี้ ยังมีการล่อลวง โดยอ้างว่าเป็นการเสนอให้เงินช่วยเหลือ จากกลุ่มศาสนา รวมไปถึงการเสนอให้ของขวัญราคาแพงฟรี อย่าง ทีวี หรือแล็ปท็อป แก่ผู้ที่ตอบแบบสอบถามด้านการสำรวจความนิยมสินค้า โดยอ้างว่าเป็นองค์กรวิจัยด้านพฤติกรรมผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน บริษัทผลิตซอฟต์แวร์ต้านไวรัส โซฟอส เปิดเผยรายงาน ซึ่งระบุว่า หนอนไวรัส "เน็ตสกาย-พี" (Netsky-P) ได้รับการจัดอันดับให้เป็นไวรัสที่ร้ายแรงที่สุดของปี 2547 ทั้งนี้ ไวรัสดังกล่าวถูกตรวจพบเป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคม และยังคงมีรายงานแพร่ระบาดอยู่ แม้จะมีการเปิดตัวซอฟต์แวร์ป้องกันไปแล้วหลายเดือน โดยเหตุการณ์เช่นนี้บ่งชี้ว่า คนส่วนใหญ่ยังคงไม่อัพเดทซอฟต์แวร์ต่อต้านไวรัส

 

ที่มา : นสพ.คมชัดลึก

 
โดย: t-zy - เมื่อ: 14/12/2547 : 22.06น. - IP: 61.90.33.98
มิติคู่ขนาน

 

อิกคิวซัง vs ศรีธนญชัย หัวใครจะไวกว่ากัน?

คนฉลาดในแต่ละชาติพันธุ์นั้นมีไม่น้อย แต่ที่ดังแบบสุดๆ ด้วยคงจะพอนับตัวได้ อย่างของพี่ยุ่นนั้น ถ้าพูดถึงเณรน้อยเจ้าปัญญาอิกคิวซัง ก็คงจะรู้จักกันดีทุกคน เพราะการ์ตูนสุดหรรษาเรื่องนี้ฉายซ้ำไม่รู้กี่รอบแล้ว แถมเรทติ้งก็ดูเหมือนจะไม่เคยตก

ส่วนคนไทยสมองไวนั้นก็เยอะ แต่ถ้าจะเปรียบกับอิกคิวซังได้ ก็ต้องมีเกร็ดตำนานเด็ดๆ แยะไม่แพ้กัน ซึ่งเชื่อว่าถ้ายกศรีธนญชัยขึ้นมาต่อกรด้วย ก็คงจะพอฟัดพอเหวี่ยงกัน

อิกคิวซังมีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์ และมีชื่อในวัยเด็กคือ เซนงิกุมารุ โดยเป็นพระโอรสในพระจักรพรรดิโกะโกะมัทสุ และพระนางอิโยะ โนะ ทสุโบะเนะ แต่เนื่องจากพระมารดาถูกขับออกจากพระราชวัง เนื่องจากถูกใส่ร้าย จึงตัดสินพระทัยให้พระโอรสเข้าบวชที่วัดอังโกะกุจิ ขณะมีอายุได้เพียง 6 ขวบ ส่วนศรีธนญชัยนั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องแต่งซะมากกว่า โดยตำนานบอกว่าเป็นบุตรของนายนันทาและนางเหรา คหบดีที่ตำบลบ้านบึง อยู่นอกเมืองพระนครศรีอยุธยาออกไปทางเหนือ

อัจฉริยะ 2 คนนี้ฉายแวว 'แสบ' เอาการอยู่ เช่น เมื่อตอนที่อิกคิว (มีฉายาว่า ชูเคน ในขณะนั้น) คิดหาวิธีไล่นิเฮซังที่ชอบมาเล่นหมากล้อมกับหลวงพ่อจนดึก ๆ ดื่น ๆ ด้วยการติดประกาศไว้ที่หน้าประตูวัดว่า “ห้ามผู้ที่สวมเสื้อทำจากหนังสัตว์เข้ามาในบริเวณวัดเด็ดขาด” เพราะรู้ว่านิเฮซังมักจะใส่เสื้อขนกระต่าย โดยบอกว่าเสื้อหนังสัตว์จะทำให้วัดและพระโพธิสัตว์แปดเปื้อน เมื่อนิเฮซังย้อนว่า แล้วกลองที่ขึงด้วยหนังสัตว์ทำไมถึงอยู่ในวัดได้ เณรน้อยก็เลยสวนกลับไปว่า กลองทำจากหนังสัตว์ก็จริงอยู่ แต่มันก็ถูกลงโทษโดยการถูกตีทุกเช้าเย็น … ดังนั้นถ้านิเฮซังจะเข้าวัด ก็ต้องถูกตีเหมือนกัน! (เอาไหมล่ะ?)

ส่วนศรีธนญชัยนั้น เคยเฝ้ากราบทูลพระเจ้าแผ่นดินของตนโดย “ขอที่ดินกว้างเท่าแมวดิ้นตาย” แต่พอเอาเข้าจริง กลับจับแมวผูกเชือกที่คอ แล้วไล่ตีแมวไปเรื่อยๆ จนแมวเด๊ด ทำให้ได้พื้นที่กว้างใหญ่ (แถมไม่ผิดอย่างเรื่องฮุบที่ ส.ป.ก.4-01 อีกด้วย)

เณรน้อยอิกคิวรอบรู้หลักวิทยาศาสตร์อย่างลุ่มลึกทีเดียว เช่น เมื่อตอนที่สู้กับนักซูโม่ของท่านโชกุนที่ชื่อ โอยาม่า ก็ใช้นิ้วเพียงนิ้วเดียวจิ้มไปที่หน้าผากของโอยาม่าซึ่งนั่งอยู่บนพื้น ทำให้โอยาม่าลุกขึ้นยืนไม่ได้ เพราะตามปกติแล้วคนเราจะลุกขึ้นยืนได้นั้น ต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อน

ส่วนศรีธนญชัยนั้น เมื่อครั้งโดนสั่งขังคุก 'มดคัน' ที่เมืองจีน เพราะดันใช้อุบายหลอกดูหน้าพระเจ้ากรุงจีน ก็หาทางรอดมาได้ โดยซื้ออ้อยติดมือก่อนเข้าคุก และอ้างกับผู้คุมว่าเป็นธรรมเนียมของคนสยามเวลาตายต้องนอนกอดต้นอ้อย พอถึงในคุก ก็กัดและหักอ้อยเป็นท่อน ๆ ไว้รอบตัววางกันมด ครั้นเมื่อโดนย้ายไปติดคุก 'ตึกเย็น' ก็หาเรื่องพะบู๊ล่อกังฟูกับเพื่อนร่วมคุกทั้งคืน ซึ่งแม้จะบวมน่วมไปสักหน่อย แต่ก็แก้หนาวได้ชะงัด

ถึงแม้จะอยู่กันคนละประเทศ แต่สองคนนี้ก็มีทีเด็ดคล้ายกันอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือ เมื่อครั้งที่ท่านโชกุนอะชิกะงะ ไม่กล้าเดินบนแผ่นไม้แคบๆ ที่อยู่สูงตามที่โม้เอาไว้ จึงเฉไฉว่าอยากจะคุยกับอิกคิว โดยให้อิกคิวขึ้นไปหา แต่อิกคิวกลับบอกว่าให้ท่านโชกุนลงมาหาตนแทน ท่านโชกุนก็เลยวางอุบายให้อิกคิวคิดวิธีที่จะทำให้ท่านลงไป อิกคิวจึงตอบไปว่าไม่สามารถทำให้ท่านโชกุนลงมาได้ แต่สามารถทำให้ท่านกลับขึ้นไปใหม่ได้ ท่านโชกุนก็หลงกลลงมา!

ส่วนศรีธนญชัยนั้นเคยโดนพระเจ้าแผ่นดินท้าว่า “นี่แน่ะ ไอ้พระศรี เขาลือกันว่า มึงมีสติปัญญาไหวพริบดีนัก ไหนลองหลอกให้กูลงไปในสระน้ำทีเถอะวะ ถ้าหลอกให้กูลงไม่ได้ จะปรับเอาโทษมึง” ศรีธนญชัยจึงตอบว่า “ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าหลอกให้ลงไปไม่ได้ เพราะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทรู้พระองค์อยู่ก่อนแล้ว แต่ถ้าหลอกให้ขึ้นจากน้ำละก็ได้ พระเจ้าข้า”

เมื่อได้ฟังดังนั้น พระเจ้าแผ่นดินก็จึงว่า “อ๋อ! ได้ซิ กูจะลงในสระน้ำเดี๋ยวนี้แหละ!” (เป็นอันเสร็จพระศรีฯ)

แต่ถึงแม้จะฉลาดล้ำเกินมนุษย์ทั่วไปยังไง ทั้งคู่ก็มีคู่ปรับ โดยเณรน้อยเจ้าปัญญา (ที่เป็นการ์ตูน) แพ้ทางเจ้าหนูจำไมและเจ้าหญิงทสุยุจอมแก่น ส่วนจอมเจ้าเล่ห์ศรีธนญชัยเมื่อสูงวัย ก็แพ้นักปราชญ์น้อย (ที่ว่ากันว่าเป็นน้องสาวที่ถูกผ่าท้องกลับชาติมาเกิด) ถึงขนาดเหงื่อกาฬโทรมกายและตรอมใจตายเลยทีเดียว

ดูๆ ไปยอดสมองไวคู่นี้น่าจะฉลาดแสนกลพอๆ กัน แต่ไม่แน่ว่า หากอิกคิวซังมาจ๊ะกับนักกวนเมืองศรีธนญชัยในยุคนี้ จะสามารถใช้ 'หมอง' แก้ลำลีลา 'ปลาไหลใส่สเกต ติดอินเทอร์เน็ตไฮสปีด' ได้รึเปล่าหนอ?

 

ที่มา : นสพ.จุดประกาย เสาร์สวัสดี

 
โดย: [$noopii] - เมื่อ: 15/12/2547 : 18.37น. - IP: 203.107.193.167

คือว่าจะไปอ่ะ

แต่ไม่รุเริ่มกี่โมง จบกี่โมง แบบชัวๆๆๆๆ

เวลาบอกไม่ตงกันสักคน บอกมา 5 คน ไม่เหมือนกันสักคน

ช่วยทีน้า บอกเราด้วย ถ้าคัยรุจิง

 
โดย: อืม - เมื่อ: 15/12/2547 : 18.46น. - IP: 203.118.120.49
หน่วยของสิ่งมีชีวิต
เซลล์คืออะไร

เซลล์ (Cell) เป็นหน่วยชีวิตเล็ก ๆ ของสิ่งมีชีวิต โดยพบว่าสิ่งมีชีวิตหลายชนิด โดยพบว่าสิ่งมีชีวิตหลายชนิดมีร่างกายที่เป็นโครงสร้างซับซ้อน และประกอบด้วยหลายเซลล์ เซลล์แต่ละเซลล์มีโครงสร้างและทำหน้าที่เป็นหน่วยของชีวิต แต่ละชนิดก็จะทำหน้าที่แตกต่างกันไป แต่ก็มีการทำงานประสานกันของเซลล์ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นร่างกาย อันมีผลทำให้สิ่งมีชีวิตนั้น ๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ นอกจากนั้นเซลล์ใหม่จะเกิดจากกระบวนการแบ่งเซลล์ของเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ก่อน และเซลล์ใหม่จะได้รับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากเซลล์เดิมด้วย แต่ยังมีสิ่งมีชีวิตบางชนิด เช่น พวกจุลินทรีย์ ประกอบด้วยเซลล์เดี่ยว เซลล์เดี่ยวนี้จะทำหน้าที่เป็นร่างกายของสิ่งมีชีวิตโดยสมบูรณ์ โดยเซลล์จะทำหน้าที่หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน เช่น มีการกินอาหาร การหายใจ การย่อยอาหาร การเคลื่อนไหว การสืบพันธุ์ เป็นต้น
ขนาดของเซลล์

เซลล์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีขนาดแตกต่างกันมาก ตั้งแต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น เซลล์ของพวกแบคทีเรีย ไปจนกระทั่งเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นได้ชัดเจน เช่นเซลล์ของไข่พวกสัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน หน่วยที่ใช้วัดขนาดของเซลล์ที่มีหลายชนิด เช่น อังสตรอม (Angstrom ) นาโนเมตร (Nanometer:nm) ไมโครเมตร (Micrometer : mm) และมิลลิเมตร (millimeter : mm) ซึ่งแต่ละหน่วยสามารถเปรียบเทียบได้
ตารางแสดงการเปรียบเทียบหน่วยที่ใช้วัดขนาดของเซลล์
อังสตรอม นาโนเมตร ไมโครเมตร มิลลิเมตร
1 0.1 0.0001 0.0000001
10 1.0 0.001 0.000001
10,000 1,000 1.0 0.001
10,000,000 1,000,000 1,000 1.0

รูปร่างของเซลล์
รูปร่างของเซลล์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของชนิดหน้าที่ และตำแหน่งของเซลล์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปมีลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น
• มีรูปร่างแบน เพื่อเหมาะกับการบุพื้นผิวให้เรียบ - ลื่น เช่น เซลล์เยื่อบุข้างแก้ม มีรูปร่างค่อนข้างกลม แบน ๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นเยื่อบุผิวภายในปาก
• มีรูปร่างกลม เพื่อการถูกพัดพาไปได้ง่าย เช่น เซลล์ไข่
• มีรูปร่างหลายแฉกและยาว เหมาะกับการส่งข่าวสารไปประสานงานตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น เซลล์ประสาน มีรูปร่างบางส่วนเป็นแฉก (รูปดาว) และบางส่วนยาว เพื่อเหมาะสมในการรับและส่งกระแสประสาทอย่างรวดเร็ว
• มีรูปร่างทรงกระสวย เช่นเซลล์กล้ามเนื้อเรียบ ซึ่งเรียงตัวสลับกันเป็นผืนและหดตัวได้ง่าย
• มีรูปร่างทรงกระบอกและมีออร์แกนเนลล์มากขึ้น เหมาะสำหรับสร้างสารและดูดซึมสาร
ภาพแสดงชนิดของเซลล์ที่มีรูปร่างแตกต่างกัน
1.
เซลล์ประสาท
2.
เซลล์เยื่อบุข้างแก้ม
3.
เซลล์กล้ามเนื้อเรียบ
4.
เซลล์กล้ามเนื้อลาย
5.
เซลล์เม็ดเลือดขาว
6.
เซลล์เม็ดเลือดแดง
7.
เซลล์กระดูก
8. ิ
เซลล์อสุจิ
โครงสร้างของเซลล์
เซลล์โดยทั่วไปไม่ว่าจะมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม แต่จะมีลักษณะโครงสร้างพื้นฐานส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน เซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีส่วนประกอบที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานอยู่ 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

1. ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์ ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) และผนังเซลล์ (cell wall)
2. นิวเคลียส (nucleus)
3. ไซโทพลาซึม

แสดงการเปรียบเทียบขนาดของเซลล์ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ

โครงสร้างของเซลล์พืชแบบสามมิติ


ส่วนที่ห่อหุ้มเซลล์
ก.เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane หรือ plasma membrane)
1. ลักษณะโครงสร้างและคุณสมบัติของเยื่อหุ้มเซลล์ สรุปได้ดังนี้
• เยื่อหุ้มเซลล์เป็นเยื่อที่มีชีวิต พบทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์
• เป็นโครงสร้างที่ใช้ห่อหุ้มส่วนของไซโทพลาซึมและนิวเคลียส เพื่อทำให้เซลล์คงรูปอยู่ได้
• เป็นเยื่อชั้นบาง ๆ และมีความยืดหยุ่นได้
• เยื่อหุ้มเซลล์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยโมเลกุลของโปรตีนและลิปิด โดยมีลิปิดประมาณ 40% และอีก 60% เป็นโปรตีน ยกเว้นเยื่อบุด้านในของไมโทคอนเดรีย ประกอบด้วยลิปิดประมาณ 20-25% และเยื่อไมอิลิน (myelin sheath) ที่เซลล์ประสานมีลิปิดประมาณ 75% ลิปิดที่พบส่วนใหญ่ ได้แก่ ฟอสโฟลิปิด (phospholipid) และไกลโคลิปิด (glycolipid)
• โมเลกุลของลิปิดในเยื่อหุ้มเซลล์จะมีการเรียงตัวเป็นแผ่นบาง ๆ 2 แผ่น ซ้อนกันอยู่ ไม่อยู่กับที่ไหลไปมาได้ มีความหนาประมาณ 5 นาโนเมตร ส่วนโมเลกุลของโปรตีนอาจอยู่ ข้าง ๆ หรือแทรกอยู่ระหว่างโมเลกุลของลิปิด
• ในส่วนของฟอสโฟลิปิด ซึ่งเป็นส่วนที่มีประจุหรือโพลาร์ (polar end) จะหันหน้าเข้าสู่ส่วนที่เป็นไซโทพลาซึมและภายนอกเซลล์ และส่วนของโมเลกุลของฟอสโฟลิปิดที่เป็นส่วนนอนโพลาร์ (non-polar) หรือไม่มีประจุ จะหันเข้าไปภายในชั้นของเนื่อหุ้มเซลล์ การเรียงตัวในลักษณะเช่นนี้ของฟอสโฟลิปิด จะทำให้ส่วนของโมเลกุลที่มีประจุถูกหันออกมาสู่ภายนอกเยื่อหุ้มเซลล์ จึงเห็นเป็นชั้นของฟอสโฟลิปิด 2 ชั้น
• เยื่อหุ้มเซลล์ของเซลล์หลายชนิดไม่ได้ประกอบด้วยฟอสโฟลิปิดเพียงอย่างเดียว แต่ยังประกอบด้วยคลอเรสเทอรอล (Choresterol) และไกลโคลิปิด (glycolipid) เยื่อหุ้มเซลล์ของพวกยูคาริโอตมักประกอบด้วยคลอเรสเทอรอลเป็นจำนวนมาก อาจจะมีจำนวนเท่ากับปริมาณของฟอสโฟลิปิด
• ถึงแม้ว่าเยื่อหุ้มเซลล์จะมีการจัดเรียงตัวอย่างมีระเบียบก็ตาม แต่ยังมีคุณสมบัติเป็นโครงสร้างกึ่งของเหลว ทั้งนี้เป็นเพราะโมเลกุลของลิปิดในเยื่อหุ้มเซลล์สามารถเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลาในระนาบเดียวกัน
• เยื่อหุ้มเซลล์มีรูพรุนให้สารละลายผ่านเข้าออกได้ โดยที่โมเลกุลของสารบางอย่างผ่านได้ดี เช่น น้ำ ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น ส่วนสารบางชนิดผ่านได้ยาก และสารโมเลกุลใหญ่ ๆ เช่น โปรตีน ไม่สามารถผ่านได้เลย เยื่อหุ้มเซลล์จึงมีสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน (differentially permeable membrane หรือ semipermeable membrane)
• จากการศึกษาด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบว่าเยื่อหุ้มเซลล์มีความหนาประมาณ 10 นาโนเมตร
2. หน้าที่ของเยื่อหุ้มเซลล์ ที่สำคัญคือ
• ห่อหุ้มเซลล์ ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างส่วนที่เป็นของเหลวภายในเซลล์และสภาวะแวดล้อมภายนอก ส่วนเยื่อของออร์แกเนลล์ต่าง ๆ ในเซลล์ เช่น ร่างแหเอนโดพลาซึม กอลจิคอมเพล็กซ์ ไมโทคอนเดรีย และออร์แกเนลล์อื่น ๆ ทำหน้าที่ห่อหุ้มและแยก ออร์แกเนลล์ ออกจากส่วนที่เป็นของเหลวภายในเซลล์
• คัดเลือกสารที่จะผ่านเข้าออกเนื่องจากเยื่อหุ้มเซลล์มีสมบัติเป็นเยื่อเลือกผ่าน
• ช่วยทำให้เกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าเกิดขึ้นระหว่างภายในและภายนอกเซลล์ เนื่องจากการกระจายของไอออนต่าง ๆ ไม่เท่ากัน ซึ่งทำให้เกิดการนำกระแสประสาทในเซลล์ประสาท
• เยื่อหุ้มเซลล์จะห่อหุ้มเซลล์ ทำให้แบ่งขอบเขตของเซลล์ เซลล์จึงคงรูปอยู่ได้
• ควบคุมปริมาณ และชนิดของสารที่ผ่านเข้าและออกจากเซลล์ (เยื่อหุ้มเซลล์มีสมบัติของเยื่อเลือกผ่าน)
• ติดต่อระหว่างเซลล์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก โดยเป็นตัวรับสัญญาณเพื่อให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างภายในเซลล์ หรือเพื่อถ่ายทอดไปยังเซลล์อื่น
• สามารถเปลี่ยนแปลงไปมีรูปร่างต่าง ๆ สุดแล้วแต่หน้าที่
• เยื่อหุ้มเซลล์บางชนิด จะยื่นออกเป็นท่อเล็ก ๆ คล้ายนิ้วมือเล็ก ๆ เรียกว่า ไมโครวิลไล (Microvilli) เช่น เยื่อหุ้มเซลล์ของลำไส้เล็ก เพื่อเพิ่มเนื้อที่ในการดูดซึมอาหาร
• เยื่อหุ้มเซลล์บางชนิดจะมีรอยบุ๋มลงไปเป็นแอ่งหรือเป็นถุง (pinocytic vesicle) สำหรับนำน้ำและสารละลายที่มีโมเลกุลใหญ่ซึ่งไม่สามารถเข้าสู่เซลล์ได้ด้วยวิธีการแพร่ได้ วิธีการนี้เรียกว่า พิโนไซโทซิส (pinocytosis) แต่ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงไปเพื่อนำอาหาร (ของแข็ง) เข้าสู่เซลล์ โดยการยื่นเยื่อหุ้มเซลล์ออกไปโอบรอบอาหารเข้าสู่ภายในเซลล์ได้ (กลายเป็น Food vacuole อยู่ในเซลล์) วิธีการนี้เรียกว่า ฟาโกไซโทซิส เช่นการกินอาหารของเซลล์อะมีบา การกินเชื้อโรคของเซลล์เม็ดเลือดขาว
วิธีพิโนไซโทซิส วิธีฟาโกไซโทซิส



•
ข.ผนังเซลล์ (Cell wall)
1. ลักษณะโครงสร้างและคุณสมบัติของผนังเซลล์ สรุปได้ดังนี้


• เป็นผนังแข็งที่ไม่มีชีวิต ห่อหุ้มอยู่ภายนอกเยื่อหุ้มเซลล์พบเฉพาะในเซลล์พืชเท่านั้น
• เซลล์พืชโดยทั่วไป จะมีสารที่ผิวด้นนอกของเยื่อหุ้มเซลล์อีกชั้นหนึ่ง เรียกว่า ผนังเซลล์ (cell wall)
• ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลส (cellulose) เป็นส่วนใหญ่ โมเลกุลของเซลลูโลสจะเรียงขนานซ้อนกันมองดูคล้ายร่างแหที่ซับซ้อน (ดังรูป) นอกจากนั้น ยังประกอบด้วยสารจำพวกลิกนิน (lignin) คิวติน (cutin) เพคติน (pectin) ซูเบอริน (suberin) ซึ่งจะแทรกปะปนอยู่กับเซลลูโลส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์พืช
เซลลูโลส (cellulose) เป็นโพลีเซคาไรด์ที่ประกอบด้วยกลูโคสหลาย ๆ โมเลกุลเชื่อมต่อกันเป็นสายยาว เซลลูโลสจะเรียงตัวขนานกันและเชื่อมยึดกันด้วยพันธะไฮโดรเจน มีลักษณะเป็นกลุ่มเรียกว่า ไมโครไฟบริล (microfibril)
ลิกนิน (lignin) เป็นสารอินทรีย์ที่ทำให้ผนังเซลล์มีความแข็งแรงในเนื้อเยื่อ หรือเนื้อเยื่อ หรือเนื่อไม้ที่มีอายุน้อยจะมีลิกนินน้อยกว่าที่มีอายุมาก
คิวติน (cutin)เป็นสารที่พบในชั้นเคลือบผิวที่บริเวณใบ เรียกชั้นนี้ว่า คิวติเคิล (cuticle) คิวตินพบปะปนอยู่กับขี้ผึ้ง ทำให้เนื่อเยื่อส่วนนั้น ๆ มีสีขาวนวล และป้องกันการระเหยของน้ำ
เพคติน (pectin) เป็นสารที่ช่วยเสริมผนังเซลล์ให้หนา แข็งแรง และยืดหยุ่นได้เล็กน้อย
ซูเบอริน (suberin) เป็นสารที่มีลักษระคล้ายขี้ผึ้ง ที่ผนังเซลล์ เช่นที่ผนังเซลล์ของไม้คอร์ก


• ผนังเซลล์จะหนา แข็งแรง และมีความยืดหยุ่นได้ดี ไม่หักง่าย
• ถึงแม้ผนังเซลล์จะหนาแต่มักจะยอมให้สารเกือบทุกชนิดผ่านเข้าออกอย่างสะดวก (permable membane) ผนังเซลล์บางแห่งจะมีช่องเล็ก ๆ (plasmodesma pore) เป็นทางสำหรับให้กิ่ง (สายใย) ของไซโทพลาซึมจากเซลล์หนึ่งติดต่อกับกิ่ง (สายใย)ของไซโทพลาซึมของเซลล์ข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับการลำเลียงสาร ระหว่างเซลล์ ซึ่งจะเห็นเป็นแถบเล็ก ๆ ผ่านช่องเล็ก ๆ ของผนังเซลล์เรียก ไซโทพลาซึมบริเวณนี้ว่าพลาสโมเดสมาตา (plasmodesmata)
2. หน้าที่ของเซลล์ผนัง ที่สำคัญคือ
ผนังเซลล์และพลาสโมเดสมาตาในเซลล์พืช


• เป็นผนังแข็งห่อหุ้มเซลล์
• เพิ่มความแข็งแรง และป้องกันอันตรายให้แก่เซลล์พืช
• ป้องกันการระเหยของน้ำ

ค.สารเคลือบเซลล์ (Cell Coat )
• สารเคลือบเซลล์เป็นสารที่สร้างมาจากไซโทพลาซึม เพื่อห่อหุ้มเซลล์อีกชั้หนึ่ง ติดอยู่กับชั้นของเยื่อหุ้มเซลล์
• เป็นโครงสร้างที่มีความเหนียว แข็งแรง จึงทำให้เซลล์คงรูปร่าง
• เป็นสารไม่ละลายน้ำ
• สารเคลือบเซลล์จะช่วยลดการสูญเสียน้ำให้กับเซลล์ และช่วยให้เซลล์ ต่าง ๆ เกาะกลุ่มกัน ซึ่งทำให้เซลล์อยู่รวมเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะได้ ถ้าสารเคลือบเซลล์ผิดปกติจะมีผลทำให้การทำงานของเซลล์ผิดปกติไปด้วย เช่น มีการแบ่งเซลล์อย่างไม่หยุดยั้ง มีการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติจนร่างกายควบคุมไม่ได้ เป็นต้น
• ในเซลล์พืช สารเคลือบเซลล์ได้แก่ ผนังเซลล์ (cell wall) นั่นเอง ซึ่งจะทำหน้าที่ป้องกันและให้ความแข็งแรงแก่เซลล์
• ส่วนในเซลล์สัตว์ สารที่เคลือบผิวเซลล์เป็นพวกไกลโคโปรตีน (glycoprotein) ซึ่งเป็นสารประกอบของโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต สารเคลือบเซลล์นี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เซลล์ ต่าง ๆ เกาะกลุ่มกันเป็นเนื้อเยื่อ เป็นอวัยวะขึ้นมา ถ้าหากสารเคลือบเซลล์นี้ผิดปกติไปจากเดิม จะเป็นผลทำให้เซลล์นั้นเกิดความผิดปกติขึ้น
• เซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมีสารเคลือบเซลล์แตกต่างกัน เช่น
• เซลล์ของสาหร่ายบางชนิดเช่น ไดอะตอม มีสารเคลือบเซลล์เป็นซิลิกา (silica) ทำให้เซลล์คงรูปร่างได้ และเป็นเงาแวววาว
• พวกเห็ด รา มีสารเคลือบเซลล์เป็นพวกไคติน (chitin)
• กระดองปู เปลือกนอกของกุ้งและของแมลง มีสารเคลือบเซลล์เป็นพวกไคติน (chitin)
• แบคทีเรีย มีสารเคลือบเซลล์ (ผนังเซลล์) ที่มีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน
การเคลื่อนไหว (Movement)
การเคลื่อนไหว (Movement) หมายถึงการกระทำเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า จัดเป็นสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของสิ่งมีชีวิต ปรากฏชัดเจนในสัตว์ ซึ่งเกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อร่วมกับระบบประสาทและโครงกระดูก และทำให้สิ่งมีชีวิตหนีสิ่งที่ไม่ต้องการหรือเป็นอันตราย โดยการเคลื่อนที่หนี
การเคลื่อนไหวของโปรติสต์
โปรติสต์เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ที่ยังไม่มีอวัยวะที่ทำหน้าที่เฉพาะ มีการเคลื่อนไหว 2 แบบคือ
ก. การเคลื่อนไหวโดยอาศัยการไหลของไซโตพลาซึม (cytoplasmic streaming) พบในอมีบาและราเมือก ลักษณะมี ectoplasm ที่ข้นเหนียวกว่า endoplasm ดันเยื่อหุ้มเซลล์ให้ยื่นออกไปเป็น Pseudopodium วิธีการเคลื่อนไหวเรียกว่า Amoeboid movement และ Cyclosis ในสาหร่ายหางกระรอกก็เกิดจากการไหลของ cytoplasm เช่นกัน
ข. การเคลื่อนไหวโดยใช้ Flagellum หรือ Cilia พบใน Protozoa บางชนิด เช่น Euglena, Paramecium และพบได้ใน Planaria, ในท่อนำไข่และหลอดลมของสัตว์ชั้นสูง, sperm ของสัตว์ชั้นสูง และพืชชั้นต่ำ
โครงสร้างของ Flagellum หรือ Cilia ประกอบด้วย microtubule เรียบตัวแบบ 9+2 โดยมีส่วนโคนฝั่งอยู่ใน cell membrane เรียกว่า Basal body หรือ Kinetosome

การเคลื่อนไหวของสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง
มีวิธีการเคลื่อนไหวหลายรูปแบบ โดยขึ้นกับโครงสร้างและกล้ามเนื้อ ได้แก่
ฟองน้ำ
อาศัยแรงดันน้ำ
Hydra
เคลื่อนที่โดยใช้กล้ามเนื้อและหนวด ช่วยในการตีลังกา

แมงกระพรุน ใช้การหดตัวของเนื้อเยื่อขอบกระดิ่งและบริเวณผนังลำตัว แล้วพ่นน้ำออกทางด้านล่าง ดันให้ตัวเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้าม

Planaria มีกล้ามเนื้อ 3 ชุดร่วมทำงานกันแบบ antagonism ได้แก่
กล้ามเนื้อวง
กล้ามเนื้อตามยาว
กล้ามเนื้อบนล่าง (circular muscle)
(longitudinal muscle)
(Dorsal-ventral muscle)
ช่วยให้เคลื่อนตัวบนพริ้วไปในน้ำ และขณะอยู่บนผิวน้ำใช้ cilia ที่อยู่ด้านล่างโบกไปมา


หนอนตัวกลม มีแต่ longitudinal muscle ยืดหดตัวสลับไปมา
ไส้เดือนดิน
มีกล้ามเนื้อ 2 ชุดคือ กล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อตามยาว ทำงานแบบ antagonism และมีปากใช้จิกดินร่วมกับเดือย (satae) ปล้องละ 2 คู่
สัตว์ที่มีโครงสร้างแข็ง
แมลง มี chitin ปกคลุมภายนอก และมีปีกใช้ในการบิน โดยอาศัยการทำงานประสานกันดังนี้
ลักษณะการทำงาน กล้ามเนื้อยึดอกบนล่าง กล้ามเนื้อตามยาว ผลการทำงาน
หด คลาย ยกปีกขึ้น
คลาย หด กดปีกลง
หอย
หอยกาบเดียว ใช้กล้ามเนื้อส่วนท้องทำหน้าที่เป็น muscular foot
หอยกาบคู่ ใช้วิธีพ่นน้ำออกจาก siphon
หมึกทะเล ใช้การหดตัวของกล้ามเนื้อที่คอ ร่วมกับวิธีพ่นน้ำออกจากท่อ siphon
ปลาดาว จนเกิดแรงดันให้ลำตัวเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงกันข้ามใช้ Tube feet โดยอาศัยระบบน้ำทำหน้าที่เป็น muscular foot ดังนี้
น้ำเข้าทาง Madrepolits -> Stone canal -> Ring canal -> Radial canal -> Ampulla (กระเปาะ) บีบตัว -> Tube feet ถูกน้ำดันยืดตัวออก
การเคลื่อนไหวของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง
ก. โครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของคน
กระดูก มี Endoskeleton ทำหน้าที่ 3 อย่างคือ ช่วยพยุงร่างกาย ป้องกันอันตรายให้แก่ อวัยวะภายใน และช่วยในการเคลื่อนไหว กระดูกมีทั้งหมด 206 ชิ้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ตามตำแหน่งที่อยู่คือ
1. กระดูกแกน (Axial skeleton) อยู่บริเวณกลางลำตัว ทำหน้าที่ป้องกันอันตรายให้แก่อวัยวะภายในและช่วยพยุงร่างกาย ได้แก่ กะโหลก ขากรรไกร สันหลัง ซี่โครง
2. กระดูกรยางค์ (Appendicular skeleton) เป็นกระดูกที่ยื่นออกมาและตั้งฉากกับ axial skeleton ใช้ในการเคลื่อนไหว บริเวณที่กระดูกเชื่อมกันเรียกว่าข้อต่อ (Joint) ซึ่งมีเอ็นยึดไว้ เส้นเอ็นที่ยึดกระดูก มี 2 ชนิดคือ ligament ยึดกระดูกกับกระดูก และ tendon ยึดระหว่างกระดูกกับกล้ามเนื้อยึดกระดูก หลักการทำงานของกระดูกรยางค์คล้ายกับการทำงานนของคาน โดยมีข้อต่อเป็นจุดหมุน อยู่ระหว่างน้ำหนักกับแรงที่กระทำ กระดูกรยางค์ที่สำคัญได้แก่ สะบ้า-ไหปลาร้า กระดูกแขนขา - เชิงกราน ก้นกบ กระดูกข้อมือ ข้อเท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
กล้ามเนื้อ (muscle) มี 3 ชนิด
กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth muscle) ลักษณะแบนยาว หัวท้ายแหลม 1 เซลล์มี 1 นิวเคลียส ควบคุมโดย Autonomic nervous system จัดเป็น involuntary muscle พบในอวัยวะภายใน
กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiac muscle) เป็นกล้ามเนื้อของหัวใจโดยเฉพาะ มีลายพาดขวาง 1 เซลล์มีหลายนิวเคลียส ควบคุมโดย ANS
กล้ามเนื้อลาย (Skeleton muscle หรือ Striated muscle) เป็นกล้ามเนื้อที่ยึดเกาะกับกระดูก ลักษณะเป็นมัดยาว ๆ มีลาย 1 เซลล์มีหลาย นิวเคลียส ถูกควบคุมโดย Central nervous system จัดเป็น voluntary muscle เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวโดยตรง
การทำงานของกล้ามเนื้อลาย
มัดกล้ามเนื้อประกอบด้วยองค์ประกอบย่อยดังนี้
1 Myosin
6 Actin Myofilament ฎ Myofibrils ฎ Muscle fiber ฎ Muscle
เส้นใยเล็ก เส้นใยฝอย เส้นใยกล้ามเนื้อ มัดกล้ามเนื้อ

การทำงานของมัดกล้ามเนื้อเกิดจากการเลื่อนผ่านของ actin ที่อยู่รอบ myosin เคลื่อนที่เข้าหากัน เป็นผลให้กล้ามเนื้อหดตัว และเมื่อ sotin เลื่อนออกจากกัน เป็นผลทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของมัดกล้ามเนื้อแบบ antogonism เรียกชุดที่กล้ามเนื้อหดแล้วทำให้เกิดการงอเข้าว่า Flexor เช่นกล้ามเนื้อ Biceps และชุดที่ทำให้เกิดการเหยียดอกว่า Extensor เช่นกล้ามเนื้อ Triceps

โครงสร้างที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ

สัตว์บก มีปัญหาเกี่ยวกับน้ำหนักตัว เพราะไม่มีน้ำร่วมพยุงตัว จึงมีกระดูกสันหลังและกระดูกรยางค์ที่ แข็งแรงยกตัวให้อยู่เหนือพื้นดิน เช่น ซีตาร์มีกระดูกสันหลังที่โก่งงอได้ และมีขา 4 ขา ที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรง

สัตว์ที่บินได้ มีน้ำหนักตัวเบา โดยการมีกระดูกกลวง มีถุงลม มีปีกที่มีโครงสร้างแบบ air foil มีขนแบบ feather ซึ่งเบาและอุ้มลม ขณะบินใช้กล้ามเนื้อ 2 ชุด ทำงานประสานกันแบ antagonism ดังนี้
ลักษณะการทำงาน กล้ามเนื้อยกปีก กล้ามเนื้อกดปีก ผลการทำงาน
หด คลาย ปีกยกขึ้น
คลาย หด ปีกขยับลง

สัตว์น้ำ (ปลา) มีการปรับตัวให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ โดยการลำตัวเรียว-แบน มีเมือกลื่น เพื่อลดแรงเสียดทาน มีครีบเดี่ยว (หลัง,หาง,ทวาร) ใช้บังคับทิศทาง ไปข้างหน้า ครีบหลัง (อก,สะโพก) ใช้พยุง ลำตัวเคลื่อนที่ขึ้นลงในแนวดิ่ง มีถุงลม (Air bladder) ช่วยในการลอยตัว มีกล้ามเนื้อยึด 2 ข้างของกระดูกสันหลังเป็นแถบ ทำงานแบบ antagonism จึงทำให้มีการเคลื่อนที่แบบตัว S

แมวน้ำ ปลาวาฬ ปลาโลมา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำ ใช้ Flipper ตวัดขึ้นลงและช่วยพัดน้ำ

กบ มีพังผืด (Web) ระหว่างนิ้วเท้าช่วยพัดโบกน้ำ
การเคลื่อนไหวของพืช

ก. การเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเจริญเติบโตของพืช (Growth movement)

เกิดจากการแบ่งเซลล์ การขยายขนาดของเซลล์ และการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ขณะเจริญเติบโต ซึ่งเกิดจากผลของฮอร์โมนหลายชนิด ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ กัน ได้แก่ Auxin(IAA), Giberellin, Cytokinin เป็นต้น
ส่วนต่าง ๆ ของพืชมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อการกระตุ้นของฮอร์โมนได้ไม่เท่ากัน ฮอร์โมนชนิดเดียวกันสามารถยับยั้งหรือกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับส่วนต่าง ๆ ของพืชเอง เช่น Auxin ในปริมาณที่มาก จะกระตุ้นการเจริญเติบโตของยอด ยับยั้งการเจริญเติบโตของตาข้างและราก ส่วน Auxin ในปริมาณที่น้อย (ที่พอเหมาะ) จะกระตุ้นการเจริญของราก Growth movement แบ่งเป็น 2 ประเภท
1. Autonomic movement เกิดจากสิ่งเร้าภายใน เช่น ฮอร์โมนต่าง ๆ ได้แก่ การสั่นของปลายยอดขณะเจริญเติบโต เนื่องจากยอดทั้ง 2 ข้างเจริญไม่เท่ากันในรอบวัน ทำให้เกิดการโยก-หมุน การบิดของลำต้นพันหลัก (Spiral movement )
2. Stimulus movement หรือ Paratonic movement เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก ได้แก่ แสงสว่าง น้ำ, สารเคมี, แรงดึงดูดของโลก แบ่งเป็น
2.1 Tropic movement (Tropism) เป็นการเคลื่อนไหวที่มีทิศทางสัมพันธ์กับสิ่งเร้า มักเกิดที่ปลายยอดหรือปลายราก อาจเกิดได้ 2 ลักษณะคือ เข้าหาสิ่งเร้าที่ต้องการ (Positive : +) หรือ หนีจากสิ่งเร้าที่ไม่ต้องการ (Negative : -) เช่น

Phototropism
Geotropism
Chemotropism
Hydrotropise
Thigmotropism การสนองตอบแสง
การสนองตอบแรงดึงดูด
การสนองตอบสารเคมี
การสนองตอบน้ำ
สนองตอบการสัมผัส โดยยอดเป็น + และรากเป็น -
โดยยอดเป็น - และรากเป็น +
เช่น Pollen tube เข้าหา glucose, แร่ธาตุกับรากในดิน
โดยยอดเป็น - และรากเป็น +
เช่น มือเกาะของตำลึงเป็น +
2.2 Nastic movement (Nasty) เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเจริญเติบโตโดยตรง ทิศทางของการเคลื่อนไหวไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า ได้แก่ การหุบ - บาน ของดอกไม้ เมื่อได้รับแสงเป็น Ohotonasty หรือการบานของดอกทิวลิปเมื่ออุณหภูมิสูง เป็น Thermonasty
ข. การเคลื่อนไหวที่เกิดจากแรงดันเต่ง (Turgor movement)
เป็นการเคลื่อนไหวเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่งของเซลล์ (turgor pressure) ได้แก่
การปิดเปิดของปากใบ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของเซลล์คุม
Sleep movement การนอนหุบของใบพืชตระกูลถั่ว เนื่องจากไม่มีแสงและน้ำ ไม่ถูกลำเลียงผ่านกลุ่มเซลล์ Pulvinus ที่ก้านใบ ทำให้เซลล์เ่ยวแฟบ ใบจึงหุบ
Contact movement เช่น การหุบของไมยราพ เมื่อถูกสัมผัส การสูญเสียน้ำของเซลล์ Pulvinus การหุบของส่วนของพืชที่กินแมลงเช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง หยาดน้ำค้าง กาบหอยแครง
การหุบของดอกไม้บางชนิดที่มีการหุบ - บานสลับกันในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากการขยายขนาดของกลุ่มเซลล์ด้านนอกและด้านในไม่เท่ากัน

สิ่งมีชีวิตกับสภาวะแวดล้อม
นิเวศวิทยา (Ecology) คือ วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับระบบนิเวศทั้งมวล
ระบบนิเวศ (Ecosystem) หมายถึง หน่วยของความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตหลายกลุ่มในแหล่งใดแหล่งหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิตที่แวดล้อมอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง
กลุ่มสิ่งมีชีวิตหรือสังคมของสิ่งมีชีวิต (community) หมายถึง กลุ่มของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือแหล่งที่อยู่เดียวกัน บทบาทของสมาชิกในแต่ละกลุ่มต่างก็มีความสัมพันธ์กันโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ประโยชน์จากการศึกษากลุ่มสิ่งมีชีวิตมีดังนี้
1. เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
2. เพื่อรักษาระดับประชากร ของสิ่งมีชีวิตให้เหมาะสมกับสภาพแหล่งที่อยู่
3. เพื่อกำจัดศัตรูพืช - สัตว์ ด้วยวิธีทางชีวะ
4. เพื่อพิจารณานำสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศ โดยพิจารณาว่ามีผลกระทบต่อกลุ่มสิ่งมีชีวิตเดิมหรือไม่
แหล่งที่อยู่อาศัย (habitat) หมายถึง สถานที่ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่กระจัดกระจายอยู่ตามที่ต่าง ๆทั่วไป เพื่อใช้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย, หาอาหาร, หลบภัยจากศัตรู, ผสมพันธุ์, วางไข่ เป็นต้น แหล่งที่อยู่อาศัยนี้มีขอบเขตที่แน่นอน แต่อาจมีขนาดแตกต่างกัน เช่น
1.แหล่งที่อยู่อาศัยบนบก (terrestrial habitat) สิ่งมีชีวิตพวกนี้ต้องมีระบบร่างกายแข็งแรง สามารถควบคุมการสูญเสียน้ำจากร่างกายได้ แบ่งออกเป็น
- แหล่งที่อยู่บนผิวดิน (ground habitat)
- แหล่งที่อยู่ใต้ผิวดิน (underground habitat)
- แหล่งที่อยู่อาศัยบนต้นไม้ (arboreal habita)
2.แหล่งที่อยู่อาศัยในน้ำ (aquatic habitat) แบ่งออกเป็น
- แหล่งที่อยู่ในทะเลหรือมหาสมุทร (marine habitat) เป็นสถานที่ที่สิ่งมีชีวิต มีการดำรงชีวิตแตกต่างกันตามลักษณะที่อยู่ และการหาอาหาร เช่น ปลา ปู หมึกสาย หอยนางรม หอยแมลงภู่ แพลงตอนพืช แพลงตอนสัตว์ เป็นต้น
- แหล่งที่อยู่เป็นน้ำจืด (freshwater habitat) เป็นสถานที่ซึ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ต้องมีการปรับตัวในด้านต่าง ๆ เช่น มีร่างกายที่แข็งแรงพอที่จะต้านกระแสน้ำได้ หรือมีพฤติกรรมที่ว่ายทวนน้ำ ฯลฯ
ชีวภูมิภาค (biomes) หมายถึง บริเวณหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งที่ประกอบด้วย ระบบนิเวศหลายระบบนิเวศมาสัมพันธ์กัน เช่น ทุ่งหญ้าชายป่าดงดิบ เกาะปะการัง ชายฝั่งทะเล เป็นต้น
โลกของสิ่งมีชีวิต (biosphere) หมายถึง ระบบนิเวศทั้งหมดในโลกนี้มารวมกัน เป็นระบบที่ใหญ่ที่สุดของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก

โครงสร้างของระบบนิเวศ ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

1.สิ่งมีชีวิต (living things หรือ biotic component) ได้แก่ สิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทแตกต่างกันไป แต่มีความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมและมีความสัมพันธ์กันเองทั้งในรูปแบบเชิงอาหาร มีการถ่ายทอดพลังงานในลักษณะสายใยอาหารและห่วงโซ่อาหาร ส่วนของสิ่งมีชีวิตในห่วงโซ่อาหารหนึ่ง ๆ จะมีลักษณะเป็นรูปปิระมิดแบบต่าง ๆ เช่น ปิระมิดจำนวน ปิระมิดของมวลสิ่งมีชีวิต เป็นต้น เราเรียกสิ่งแวดล้อมที่มีชีวิตว่าเป็นสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ (biological environment)
2.สิ่งไม่มีชีวิต (non - living things หรือ abiotic component) ได้แก่ สารประกอบอินทรีย์ และอนินทรีย์ มีอยู่ทั้งในดิน น้ำ อากาศ อุณหภูมิ แสงสว่าง ความชื้น แร่ธาตุความเป็นกรด - เบส (pH) กระแสลม
กระแสน้ำ ไฟ เป็นต้น ที่กล่าวมาจัดเป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (physical environment) ซึ่งมีอิทธิพลในการควบคุมชนิดปริมาณการกระจายและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต

ระบบนิเวศในประเทศไทย ที่มีสถานภาพทางกายและชีวภาพแตกต่างกัน หลากหลายกระจายอยู่ในท้องถิ่นทั่ว ๆ ไป ได้แก่
1.ระบบนิเวศน้ำจืด (fresh water ecosystem) มีทั้งสภาพธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น (ระบบนิเวศจำลอง) เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนอง คู บึง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น ซึ่งมีทั้งแหล่งน้ำนิ่ง น้ำว (ซึ่งไม่พบแพลงตอน) เขตน้ำไหลเอื่อยเหมาะกับสิ่งมีชีวิตที่ว่ายไปมา แพลงตอน ไม่เหมาะกับสิ่งมีชีวิตพวกที่เกาะติดกับวัตถุ ระบบนิเวศน้ำจืดอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุและอินทรีย์สาร โดยเป็นแหล่งที่อยู่และประกอบอาชีพที่สำคัญของมนุษย์ด้วย
ระบบนิเวศจำลอง เป็นการสร้างหรือจำลองระบบนิเวศขึ้นมา โดยจัดเลียนแบบจากระบบนิเวศในธรรมชาติ ซึ่งจัดอยู่ในตู้เลี้ยงปลา (aquarium) ระบบจำลองนี้มีขนาดเล็ก แต่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง และมีอายุของการสมดุลไม่นาน เช่น ในตู้เลี้ยงปลา บรรจุน้ำ ดิน ปลา หอย และสาหร่ายหางกระรอก โดยนำอ่างเลี้ยงปลาไปไว้ให้ถูกแสงบ้าง หอย และปลากินสาหร่ายและถ่ายมูลเป็นอาหารของสาหร่าย สาหร่ายให้ออกซิเจนแก่ปลา หอยและสาหร่ายเอง โดย ปลา หอย ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แก่สาหร่าย เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง ทำให้เกิดสมดุลอยู่ระยะหนึ่ง ในที่สุดจะเสียสมดุล เมื่อน้ำเริ่มเสีย

2.ระบบนิเวศทางทะเล (marine ecosystem) เป็นแหล่งรวมที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตแบบต่างๆเช่น
ก.ระบบนิเวศหาดหิน (rocky shore) ประกอบด้วยชายฝั่งทะเล ซึ่งมีทั้งหาดทรายและหาดหิน เป็นบริเวณที่จะถูกน้ำทะเลซัดขึ้นมาตลอดเวลา ฉะนั้น สัตว์ที่อาศัยบริเวณนี้ต้องคงทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ได้แก่ แมลงสาบทะเล (ligio) หอยนางรม ลิ่มทะเล หอยหมวกเจ๊ก (limpets) เพรียงหิน เม่นทะเล ดอกไม้ทะเล สาหร่ายสีแดง
ข.นิเวศหาดทราย (sandy beach) สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระบบนี้ต้องมีการปรับตัวมาก เพราะคลื่นซัดทรายในสภาพที่รุนแรง เช่น ปูลม เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว และมีเหงือกใหญ่ชุ่มชื้นอยู่เสมอ ทนความแห้งแล้งได้ดี นอกจากนี้ยังมีพวกหอยเสียบ หอยทับทิม ชอบฝังตัวหรือขุดรูอยู่ในทราย
ค.ระบบนิเวศบริเวณไหล่ทวีป ทะเล มหาสมุทร เป็นแหล่งที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วย แพลงตอนพืช สัตว์นานาชนิด หญ้าทะเล สาหร่าย กุ้ง หอย ปู ปลา พะยูน โบมา ฯลฯ โดยสิ่งมีชีวิตดังกล่าวอาศัยเป็นแหล่งอาหารในการเจริญเติบโต ทั้งทะเล และมหาสมุทร นับเป็นแหล่งอาหารแหล่งใหญ่ที่สุดของสิ่งมีชีวิต
ง.ระบบนิเวศแนวปะการัง (coral reef) หรืออุทยานใต้ทะเล ปะการังสืบพันธุ์ด้วยการแตกหน่อเชื่อมติดกันมีสารหินปูนห่อหุ้มลำตัว กลุ่มก้อนปะการังที่สวยงามมาก ได้แก่ ปะการังเขากวาง ปะการังสมอง ปะการังเห็ด ปะการังต้นไม้ ฯลฯ พบที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี หมู่เกาะลันตา จ. กระบี่ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง และที่อื่น ๆ อีกมาก ระบบนิเวศแนวปะการังเป็นแหล่งที่ให้ความอุดมสมบูรณ์ทางด้านอาหาร ที่อยู่อาศัย แหล่งอนุบาล ตัวอ่อนของสัตว์น้ำแต่ละชนิด เป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายและให้ผลผลิตสูงมากในทะเล
สาเหตุที่ทำให้แนวปะการังถูกทำลายเพราะ
1.เกิดจากการทำประมงไม่ถูกวิธี เช่นใช้ระเบิดในการจับปลา
2.ฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดี ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงทำลายปะการังแล้วนำมาขายให้นักท่องเที่ยว
3.ความโลภ เห็นแก่รายได้ฝ่ายเดียว และมีความมักง่ายโยนสมอเรือลงไปโดยปะการัง
4.การใช้ประโยชน์ในด้านการท่องเที่ยวไม่ถูกวิธีหรือมากเกินไป
5.ปัญหาภาวะบริเวณชายฝั่งมีตะกอนที่เกิดจากการทิ้งขยะและการถ่าย เทน้ำเสียจากครัวเรือนและ
โรงงานอุตสาหกรรม
6.ความเสื่อมโทรมของแนวประการังเกิดจากการระบาดของ ปลาดาวหนาม ซึ่งกินปะการังเป็นอาหาร มีการเพิ่มประชากรอย่างรวดเร็ว
การป้องกันการทำลายปะการัง มีหลายวิธี คือ
1.ออกกฎหมายลงโทษผู้ทำลายปะการังให้เข้มงวดมีโทษรุนแรง และเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างจริงจัง
2.ให้การศึกษา และให้ความรู้ถึงความสำคัญของปะการัง แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อให้ทุกคนหวงแหนสมบัติของชาติ
3.ทำแผนที่แสดงแนวเขตบริเวณที่มีปะการังอย่างชัดเจน
4.สร้างแนวปะการังเทียม และศึกษาวิธีเพาะเลี้ยงปะการัง เพื่อที่จะเพิ่มจำนวนปะการังในระยะยาว
โดยวางทุ่นรอบ ๆ แนวปะการังกันคนเข้าไป
5.ไม่ทิ้งขยะหรือถุงพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำ
6.ช่วยกันกำจัดปลาดาวหนาม ซึ่งมีอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่กองทัพเรือและกรมประมง ได้เริ่มจัดทำแล้ว ปะการังขอประเทศไทยสวยและมีมากติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก
จ.ระบบนิเวศป่าชายเลน (mangrove forest) ประเทศไทยมีป่าชายเลนหลายแหล่ง แถบจังหวัดชายทะเลในภาคใต้ และภาคตะวันออกเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศน้ำกร่อย มีสภาพแวดล้อมต่างจากป่าบกทั้งสภาพดิน ความเป็นกรด-เบส (pH) ความสมบูรณ์ของดิน (N,P,K) ทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณป่าชายเลนต้องปรับตัวให้ดำรงชีพอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ในแต่ละช่วงวัน
กลุ่มพืชในป่าชายเลนได้แก่ แสม โกงกาง ลำพู มีรากค้ำจุนช่วยในการพยุงลำต้น มีรากหายใจโผล่พ้นดินขึ้นมา พืชพวกนี้มีใบหนา บางชนิดใบมีขนปกคลุม ใบมีลักษณะอวบน้ำ เพราะมีเนื้อเยื่อกักเก็บน้ำในใบ และที่สำคัญไม่เหมือนพืชอื่น ๆ คือ ผลของพืชพวกนี้มีเมล็ด ซึ่งงอกตั้งแต่อยู่บนต้นแม่ เมื่อหล่นลงสู่พื้นชายเลนก็จะเจริญได้ทันที เพราะผลเรียวยาวเสียบลงในเลนและตั้งเป็นต้น
สัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณป่าชายเลนมีทั้งสัตว์หน้าดิน ได้แก่ หอย ปู ปลาตีน ฯลฯ สัตว์ในดิน และนกจำนวนมาก ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์อ่อนของสัตว์น้ำ ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศในทะเลมากที่สุด เพราะเป็นแหล่งที่ตัวอ่อนของสัตว์น้ำพวก กุ้ง หอย ปู ปลา เข้ามาอาศัยร่มเงาและหาอาหาร
ในด้านนิเวศวิทยา ป่าชายเลนจัดว่าเป็นบริเวณที่มีผลผลิตทางชีวภาพสูง มีสัตว์นานาชนิด มีพันธุ์ไม้ที่เป็นพืชสมุนไพร ไม้โกงกางใช้เป็นเชื้อเพลิงที่ให้พลังงานสูงมาก ป่าชายเลนทำให้แผ่นดินงอกเป็นฉากกำบังลม ป้องกันการพังทลายของชายฝั่งรากช่วยกรองกสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ในน้ำลดความเน่าเสียของน้ำ นอกจากนี้ยังเป็นสถานศึกษาหาความรู้และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อยใจ
ปัจจุบันป่าชายเลนมีพื้นที่เหลือไม่ถึง 1,128,494 ไร่เท่านั้น จากที่เคยมีอยู่ถึง 2,229,375 ไร่ชั่วระยะเวลาจากการสำรวจ เมื่อปี พ.ศ. 2504 ถึงปีพ.ศ. 2532
ป่าชายเลนถูกทำลายโดย
1.การบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อตัดไม้ทำฟืนและถ่าน ซึ่งป่าปรับสภาพไม่ทัน
2.การเปลี่ยนแปลงสภาพป่าไปเป็นนากุ้ง เพาะเลี้ยงสัตว์และทำนาเกลือ
3.การขยายพื้นที่เมือง ชุมชนอุตสาหกรรม เพื่อตั้งโรงงาน สร้างท่าเรือ เป็นที่อยู่อาศัยบางแห่งทำถนนตัดผ่านเนื้อที่ผ่าน ทำให้ป่าเสื่อมโทรมหมดสภาพที่จะกลับมาเป็นป่าชายเลนอีก
4.การทำเหมืองแร่ในป่าชายเลน และการสร้างเขื่อน เป็นต้น
วิธีการแก้ไขในการรักษาแนวป่าชายเลน
1.จัดระบบการใช้พื้นที่ป่าชายเลนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ มีแผน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประโยชน์และคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรควบคู่ไปด้วย
2.ออกกฎหมายเพื่อวางมาตรการสงวนและคุ้มครองป่าชายเลน โดยกำหนดโทษผู้บุกรุกอย่างรุนแรง เพื่อจะได้ลดจำนวนผู้กระทำผิดลงและชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถึงความสำคัญของป่าชายเลน
ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญยิ่งของประเทศและของโลก เพราะ
- เป็นแหล่งรวมพันธุ์ไม้และสัตว์ป่าต่าง ๆ
- เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล
- ผลิตก๊าซออกซิเจน (O2) และช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพราะนำไปเป็นวัตถุดิบในการสังเคราะห์แสง
- ช่วยควบคุมอุณหภูมิและรักษาความชุ่มชื้นของผิวดินกับอากาศ
- ลดความรุนแรงของน้ำป่าและการพังทลายของหน้าดินที่เกิดจากกระแสน้ำไหลบ่า
- เป็นแหล่งสะสมปุ๋ยธรรมชาติ

จากการสำรวจเนื้อที่ป่าไม้ของประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2532 มีประมาณ 153,662.12 ตารางกิโลเมตร ลักษณะของป่าไม้และสังคม สิ่งมีชีวิตในประเทศไทยมีดังนี้
ป่าดิบชื้น (tropical rain forest) เป็นป่าไม้ไม้ผลัดมีฝนตกชุกตลอด พบทางภาคใต้และภาคตะวันออกบริเวณจังหวัดจันทบุรีและตราด เป็นไม้ยืนต้น เช่น ตะเคียน ไผ่ ไม้ยาง หวาย ปาล์ม เถาวัลย์ ไม้กะบากขาว ฯลฯ
ป่าพรุหรือป่าบึงน้ำจืด (fresh water swamp forest) พบตามที่ลุ่มภาคใต้ มีน้ำขังตอดปี น้ำมีความเป็นกรดสูง ดินมักเป็นทรายหรือโคลน พันธุ์ไม้ที่พบ เช่น กันเกรา สำโรง ฯลฯ
ป่าสนเขา (coniferous forest) มักขึ้นทางภาคเหนือ พืชมีใบเรียวยาว ไม่ผลัดใบ เช่น สน 2 ใบ สน 3 ใบ พลวง เนื่องจากน้ำมันจากสนเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี จึงต้องป้องกันไฟป่าอย่างเข้มงวดและรัดกุม
ป่าเบญพรรณ (mixed deciduous forest) เป็นป่าผลัดใบ พบตามบริเวณภูเขาและที่ราบ เช่น ตะแบก ประดู่ มะค่าโมง ฯลฯ
ป่าแดงหรือป่าเต็งรัง (dry dipterocarp forest) เป็นป่าผลัดใบในฤดูแล้งเป็นป่าโปร่ง เช่น เต็ง รัง เยง พลวง พบทางภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ
ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะแวดล้อมทางกายภาพกับสิ่งมีชีวิต
องค์ประกอบสำคัญในสภาพแวดล้อมของแหล่งที่อยู่ มี 2 ส่วน คือ

1.สภาวะแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต หรือสภาวะแวดล้อมทางกายภาพ (physical environment) ได้แก่ แสงสว่าง อุณหภูมิ ความชื้น กระแสลม ก๊าซ และแร่ธาตุ
2.สภาวะแวดล้อมที่มีชีวิต หรือสภาวะแวดล้อมทางชีวภาพ (biological environment) ได้แก่ จุลินทรีย์ พืชและสัตว์ต่าง ๆ

อิทธิพลของสภาวะแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่
• แสงสว่าง (Light) มีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตดังนี้
- กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชสีเขียว
- การออกดอก การหุบ-บานของดอกไม้
- การดำรงชีพและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิต เช่น การออกหากินในเวลากลางวัน แต่ก็มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดออกหากินในเวลากลางคืน เช่น พวกค้างคาว นกเค้าแมว สุนัขป่า ผีเสื้อกลางคืน (moth) เป็นต้น
- แสง เป็นปัจจัยจำกัดจำนวนของกวางและนกบางชนิด โดยระบบสืบพันธุ์ของสัตว์พวกนี้ขึ้นอยู่กับเวลาของการได้รับแสงในแต่ละฤดู
- สัตว์ทะเลมักเรืองแสงได้ (bioluminescence) เพราะใต้ทะเลลึกแสงอาทิตย์ส่องลงไปไม่ถึง ฉะนั้นการเรืองแสงเพื่อการมองเห็น การล่าเหยื่อ หรือเตือนภัย
- ตัวอ่อนของแมลง เช่น ด้วง จะพบในบริเวณที่ไม่มีแสงหรือมีแสงน้อย
- แม่เพรียง (palolo worm) แห่งหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้จะออกมาผสมพันธุ์กัน ในคืนวันเพ็ญ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายระหว่างเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายนทุกปี โดยปล่อยสารเรืองแสง สเปิร์ม และไข่ออกมาผสมกันในน้ำทะเล เป็นการตอบสนองต่อแสงจันในคืนวันเพ็ญ เรียกว่า ลูนาร์ออเรียนเตชั่น (lunar orientation)
• อุณหภูมิ (temperature) มีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิต คือ
- การอพยพ (migration) ไปสู่ถิ่นใหม่ที่มีอุณหภูมิเหมาะสมเป็นการชั่วคราว ในบางฤดู เช่น นกนางแอ่นบ้าน จากประเทศจีนมาหากินในประเทศไทย และเลยไปถึงมาเลเซียราวเดือนกันยายนทุกปี ส่วนนกปากห่าง ที่วัดไผ่ล้อม จังหวัดปทุมธานี อพยพจากอินเดีย บังคลาเทศ พม่า ราวเดือนพฤศจิกายน เพื่อผสมพันธุ์กันแล้วก็กลับถิ่นเดิม
- ความแปรปรวนทางอุณหภูมิภาคพื้นดินมีมากกว่าพื้นน้ำมาก สัตว์หลายชนิดต้องพักตัว เช่น การจำศีลในฤดูหนาว (hibernation) เพื่อลดอัตราเมทาบอลิซึมของกบ การจำศีลในฤดูร้อน (estivation ) ของสัตว์ทะเลทราย ค้างคาว สุนัขป่า เป็นการนอนหยุดพัก หลบหนีอากาศร้อย แล้วหากินในเวลากลางคืน หรือหอยโข่งลาย จะฝังตัวในดินเฉย ๆ เมื่ออากาศร้อน
• ความชื้น (humidity) และน้ำ (water) มีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิต คือ
- ความชื้นในบรรยากาศและปริมาณฝน เป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตและจำกัดบริเวณการกระจายของสิ่งมีชีวิต
- น้ำเป็นที่วางไข่และเจริญของตัวอ่อนแมลงหลายชนิด เช่น ยุง แมลงปอ ชีปะขาว เป็นต้น
• กระแสลม (Wind current) มีอิทธิพลต่อการผสมพันธุ์ของพืชดอก การกระจายของเมล็ดพืชเพื่อขยายพันธุ์ในบริเวณกว้าง
• ก๊าซและแร่ธาตุ (gas and mineral) ในแหล่งน้ำมีก๊าซและแร่ธาตุละลายปนอยู่ ได้แก่ ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน ซึ่งมักมีปริมาณสูงที่ผิวน้ำ เนื่องจากมีการแลกเปลี่ยนก๊าซกับอากาศจากกระบวนการหายใจและการสังเคราะห์ด้วยแสง บนพื้นดินมีก๊าซออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าแหล่งน้ำ แร่ธาตุที่จำเป็นแก่พืช คือ N P K
- ความเค็ม ดินและน้ำมีความเค็มต่างกัน พืชส่วนใหญ่จะไม่สามารถเติบโตได้ในดินเค็ม ฉะนั้นการทำเกลือสินเธาว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกิดความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำดื่ม น้ำใช้ พืชที่เจริญงอกงามดีในพื้นที่ที่มีดินเค็ม คือ ผักบุ้งทะเล ชะคราม มะพร้าว
- ดินเค็ม ได้แก่ ดินที่มีเกลือเหล่านี้ปริมาณสูงกว่าปกติ คือ Na2SO4, Na3CO3, NaCl, CaSO4, CaCO3, CaCl2, MgSO4, MgCO3, MgCl2 ดรรชนีความเค็มคิดเป็นเปอร์เซ็นต์เกลือเหล่านี้
- ความเป็นกรด - เบส (pH) ในน้ำและดินแต่ละแห่งมีสภาพความเป็นกรด - เบส แตกต่างกันไป พืชที่มีรสเปรี้ยว พวกส้ม มะม่วง เจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความเป็นกรด (pH ต่ำกว่า 4 มีความเป็นกรดสูง pH มีค่าประมาณ 5 มีความเป็นกรดปานกลาง pH มีค่าประมาณ 6 มีความเป็นกรดอ่อน ๆ ) ตามเมืองใหญ่ ๆ ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมมาก ๆ ปรากฏว่าน้ำฝนมักจะเป็นกรด เพราะ CO2,SO2, NO2, ในบรรยากาศจะทำปฏิกิริยากับน้ำฝน ทำให้ดินและน้ำมักมีสภาพเป็นกรดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เสียง
เสียงเป็นคลื่นตามยาว เกิดจากการสั่นของวัตถุ มนุษย์ได้ยินเสียงในคลื่นความถี่ 20-20,000 Hz เสียงที่ต่ำกว่า 20 Hz เรียกว่า เสียงอินฟราโซนิก และเสียงที่มีความถี่สูงกว่า 20,000 Hz เรียกว่า เสียงอุลตราโซนิก เรารับฟังไม่ได้
ความเร็วเสียงแปรผันตรงอุณหภูมิ ตามสมการ Vt = 331+0.6t เมื่อ t เป็นอุณหภูมิ ที่ความเร็ว 0 oC เสียงจะมีความเร็ว 331 m/s

การหักเหของเสียง
เสียงจะหักเหขึ้นในตอนกลางวัน หรือตอนฝนใกล้ตก และจะหักเหลงเวลากลางคืน

การแทรกสอดของเสียง
ถ้าเสียง 2 เสียง มีความถี่เท่ากัน อยู่บางตำแหน่งจะได้ยินเสียงดัง (เกิดการแทรกสอดแบบเสริมกัน) บางตำแหน่งจะได้ยินค่อย ( การแทรกสอดแบบหักล้างกัน)
ถ้าเสียงทั้งสองมีความถี่ต่างกันเล็กน้อย ไม่ว่าจะอยู่ตรงตำแหน่งใด จะได้ยินเสียงดังค่อย ดังค่อย เป็นจังหวะต่อเนื่อง เรียกว่า บีตส์ (Beats) จำนวนบีตส์ที่เกิดขึ้นใน 1 หน่วยเวลา จะเท่ากับจำนวนครั้งที่เราได้ยินเสียงดังหรือเสียงค่อยใน 1 หน่วยเวลา เราเรียกว่า beat frequency มีค่าเท่ากับผลต่างของความถี่ของคลื่นเสียงทั้งสอง (If1-f2I)

การเลี้ยวเบนของเสียง
เกิดขึ้นเมื่อสิ่งกีดขวางที่ลักษณะเป็นมุม เป็นช่องเล็ก จะทำให้เราได้ยินเสียง ทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นแหล่งกำเนิดเสียงเลย

ความดังของเสียง
ความดังของเสียงขึ้นกับความเข้มของเสียง ถ้าความเข้มสูง ความดังมาก ถ้าความเข้มต่ำ ความดันจะต่ำ
ให้ P เป็นกำลังเสียงจากแหล่งกำเนิด
I เป็นความเข้มเสียง
R เป็นระยะห่างที่วัดจากแหล่งกำเนิดเสียง
I = k/R2 = P/4R2

ความดังของเสียง เป็นระดับความเข้มของเสียง (b) มีหน่วยเป็นเดซิเบล
 = 10 log (I/I0)

เมื่อ I0 - ความเข้มของเสียงที่เบาที่สุดที่หูเราได้ยินได้ = 10-12 watt/m2
ระดับของเสียง
ระดับของเสียงจะแปรผันกับความถี่ของเสียง เสียงที่มีความถี่มาก ระดับเสียงจะสูง
คุณภาพของเสียง
เป็นสมบัติเฉพาะของเสียงที่มาจากวัตถุแต่ละประเภทที่ก่อให้เกิดเสียง ขึ้นอยู่กับ overtone ที่เกิดขึ้นและแสดงออกมาอย่างเด่นชัด

การกำทอนหรือการสั่นพ้องของเสียง
คือปรากฎการณ์การสั่นของวัตถุที่มีความถี่ของการสั่นเท่ากับความถี่ธรรมชาติ จะทำให้วัตถุนั้นมีการสั่นที่รุนแรงที่สุด การปรับเสียงลำโพง ถ้าปรับความถี่ของลำโพงไปตรงกับความถี่ธรรมชาติของลำอากาศจะทำให้ลำอากาศในหลอดสั่นรุนแรง จึงทำให้เกิดเสียงดังที่สุด

ความถี่ธรรมชาติ
ความถี่ของวัตถุที่สามารถสั่นหรือแกว่งได้อย่างอิสระ เสียงเคาะจาน เสียงเคาะแก้ว
ขณะที่เกิดการสั่นพ้องในท่อหรือหลอดทดลอง
1. การเคลื่อนที่ของเสียงในท่อจะมีการแทรกสอดระหว่างคลื่นเสียงจากลำโพงและเสียงที่สะท้อน
2. ระยะห่างระหว่างตำแหน่งที่ได้ยินเสียงดังติดกัน 2 ครั้ง x = /2
3. ในท่อจะเกิดคลื่นนิ่งขณะที่เกิดการสั่นพ้องของเสียง
4. อนุภาคของอากาศบริเวณปลายเปิดจะสั่นมากที่สุด มีการกระจัดสูงสุด (ปฏิบัพ)
5. อนุภาคของอากาศบริเวณปลายปิดจะสั่นน้อยที่สุด มีการกระจัดเป็นศูนย์ (บัพ)

ความถี่มูลฐาน (Fundamental)
คือ ความถี่ต่ำสุดของคลื่นนิ่งในหลอดทดลองหรือในเส้นเชือก เครื่องดนตรี จะมีความยาวคลื่นมากที่สุด

overtone
คือ ความถี่ที่ถัดจากความถี่มูลฐาน

ฮาร์โมนิก (Harmonic)
คือ ตัวเลขที่บอกว่า ความถี่ขณะนั้นเป็นกี่เท่าของความถี่มูลฐาน

การเกิดกำทอนหรือสั่นพ้องของอุปกรณ์ปลายเปิด 2 ด้าน
กำหนดให้อุปกรณ์ยาว L




f1 = 2 L
= V/2L เป็นความถี่มูลฐาน
(Harmonic ที่ 1)




f1 = L
= 2V/2L Harmonic ที่ 2
Overtone ที่ 1



3/2
f1
f2 = L
= 3V/2L
= 3f1
Harmonic ที่ 3 หรือ
overtone ที่ 2
สามารถสรุปได้เป็นสูตรทั่ว ๆ ไปว่า fn
n = nV/2L
= 1,2,3,4…
การเกิดกำทอนหรือสั่นพ้องของอุปกรณ์ปลายปิดข้างเดียว (ปลายเปิดข้างเดียว)
สมมติอุปกรณ์ยาว L



f1 = 4L
= V/4L เป็นความถี่มูลฐาน (Harmonic ที่ 1)




f1 = 4/L
= 3V/4L f2 = 3f1
Harmonic ที่ 3 หรือ Overtone ที่ 1




f3
f2 = 4L/5
= 5V/4L
= 5f1
Harmonic ที่ 5 หรือ Overtone ที่ 2
สามารถสรุปได้เป็นสูตรทั่ว ๆ ไปว่า fn
n = nV/4L
= 1,3,5,7…


ปรากฎการณ์ดอปเปลอร์ (Doppler effect)
เป็นปรากฎการณ์ที่ผู้ฟังหรือผู้สังเกต ได้ยินเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียง มีความถี่แตกต่างไปจากความถี่ของเสียงที่มาจากต้นกำเนิดเสียงจริง ๆ ทั้งนี้ เกิดจากการที่ต้นกำเนิดเสียงหรือผู้ฟังเคลื่อนที่
ถ้าผู้สังเกตและแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่เข้าหากัน จะได้ยินเสียงที่มีความถี่มากกว่า
ถ้าผู้สังเกตและแหล่งกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ออกจากกัน จะได้ยินเสียงที่มีความถี่น้อยกว่า
ถ้า fข
V
V
V
f
fข = f (VฑVO) / (VฑVs)
- ความเร็วของเสียงในอากาศ
- ความเร็วที่ต้นกำเนิดเสียง S เคลื่อนที่
- ความเร็วที่ผู้ฟัง O เคลื่อนที่
- ความถี่ของเสียงที่ออกจากต้นกำเนิด
- ความถี่ของเสียงที่ผู้ฟังได้ยิน
คลื่นกระแทก
คลื่นที่เกิดขึ้นเมื่อต้นกำเนิดเสียงเคลื่อนที่โดยมีความเร็วมากกว่าความเร็วของเสียงในอากาศ หน้าคลื่นของคลื่นกระแทกจะมีลักษณะเป็นรูปกรวยกลม
sin  = V / V
เมื่อ  เป็นมุมที่เกิดขึ้นระหว่างคลื่นกระแทกกับแนวที่ต้นกำเนิดเสียงเคลื่อนที่ ผลของคลื่นกระแทกจะก่อให้เกิดเสียงดัง เรียกว่า sonic boom

ฟิสิกส์นิวเคลียร์ Nuclear Physics

กัมมันตภาพรังสี Radioactivity - ปรากฎการณ์อย่างหนึ่งที่ธาตุบางชนิดสามารถให้รังสีออกมาได้ เรียกธาตุพวกนี้ว่า ธาตุกัมมันตภาพรังสี Radioactive substance

สัญลักษณ์ของนิวเคลียส
ถ้า A - เลขมวล Mass number
- ตัวเลขที่บอกถึงจำนวนโปรตอนและจำนวนนิวตรอนที่ประกอบกันเป็นนิวเคลียสของธาตุ (ค่าๆนี้จะใกล้เคียงกับค่ามวลอะตอมของธาตุ)
Z - เลขอะตอม Atomic mumber
- ตัวเลขที่บอกถึงจำนวนโปรตอนที่มีอยู่ในนิวเคลียสของธาตุ
X - สัญลักษณ์ของธาตุ เช่น เรเดียม แทนด้วย Ra ยูเรเนียม แทนด้วย U
เราจะได้ว่า สัญลักษณ์ของนิวเคลียสของธาตุ คือ หรือ เช่น หรือ เป็นสัญลักษณ์ของนิวเคลียสของธาตุยูเรเนียม จากสัญลักษณ์นี้เราจะรู้ว่า นิวเคลียสของธาตุยูเรเนียมนี้ประกอบด้วยจำนวนโปรตอน 92 ตัว และมีจำนวนโปรตอนและจำนวนนิวตรอนรวมกัน 238 ตัว

คุณสมบัติของธาตุกัมมันตภาพรังสี
1
2
3
4.
5. ทำให้อากาศแตกตัวเป็นอิออน
สามารถเรืองแสงในที่มืด
ให้รังสีชนิดใดชนิดหนึ่งหรือมากกว่า
เกิดการสลายตัวด้วยตัวมันเองกลายเป็นธาตุใหม่ เรียกว่า เกิดปฎิกิริยานิวเคลียร์
เมื่อเกิดการสลายตัว จะให้พลังงานความร้อนจำนวนมาก เรียกว่า พลังงานอะตอมหรือพลังงานนิวเคลียร์
พลังงานนิวเคลียร์
รังสีที่แผ่ออกมาจากธาตุกัมมันตภาพรังสี มีอยู่ 3 ชนิด คือ
1
2
3. รังสีแอลฟาหรืออนุภาคแอลฟา Alpha ray or alpha particle ( - ray )
รังสีบีตาหรืออนุภาคบีตา Bear ray or Beta particle ( - ray )
รังสีแกมมา Gamma ray (ก - ray )
ชนิดของรังสี สัญลักษณ์ของ
นิวเคลียส ประจุไฟฟ้า มวล ความสามารถทำให้
อากาศแตกตัว
เป็นอิออน ระยะทางที่เคลื่อน
ในอากาศ วัสดุที่ใช้กั้น
การแผ่รังสี
แอลฟา
+ 2e 4u 2500 0.01 - 0.1 m กระดาษหนังสัตว์
บีตา
- e 100 1-3 m AI
แก้ว
แกมมา - ไม่มี 0 1 ไม่แน่นอน Pb

จากตาราง u = atomic mass unit (a.m.u)
e = ประจุไฟฟ้าของอิเล็กตรอน

การเปลี่ยนสภาพของนิวเคลียส
การแผ่รังสีของธาตุกัมมันตภาพรังสี เกิดจากการเปลี่ยนสภาพของนิวเคลียสของธาตุ
กล่าวคือ เมื่อให้รังสีออกมาแล้ว สภาพของนิวเคลียสของธาตุจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
1. เมื่อนิวเคลียสของธาตุให้รังสีแอลฟาออกมา
มวลของนิวเคลียส จะลดลง
ประจุไฟฟ้า จะลดลง = มวลของรังสีแอลฟา
= 2 เท่าประจุไฟฟ้าของอิเล็กตรอน
กล่าวคือ A ลดลง 4 และ Z ลดลง 2
สูตรทั่วไป
เช่น








2. เมื่อนิวเคลียสของธาตุให้รังสีบีตาออกมา
มวลของนิวเคลียส จะคงเดิม
ประจุไฟฟ้า จะเพิ่มขึ้น = ประจุไฟฟ้าของอิเล็กตรอน
กล่าวคือ A คงเดิม Z เพิ่มขึ้น 1
สูตรทั่วไป
เช่น





3. เมื่อนิวเคลียสของธาตุให้รังสีแกมมาออกมา
มวลของนิวเคลียส จะคงเดิม
ประจุไฟฟ้า จะคงเดิม
กล่าวคือ การสลายตัวของนิวเคลียสของธาตุให้รังสีแกมมาออกมา นิวเคลียสของธาตุจะไม่เปลี่ยนไปเป็นธาตุใหม่ ยังคงเป็นธาตุเดิม แต่มีการเปลี่ยนระดับของพลังงานจากสถานะพื้น Ground state เป็นสถานะถูกกระตุ้น Excited state
การค้นพบนิวตรอน พบโดย Chadwick ในปี ค.ศ. 1932 โดยการยิงอนุภาคแอลฟาไปยังนิวเคลียสของเบริลเลียม Beryllium แล้วผ่านรังสีที่ได้ไปยังพาราฟิน Paraffin จะพบว่ามีโปรตอนเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แสดงว่าเกิดการชนกันระหว่างอนุภาคกับอนุภาค

Chadwick ตั้งสมมติฐานว่า รังสีที่ได้เป็นอนุภาคที่มีสมบัติคือ
ก. มีมวล = 1.008665 u
ข. ไม่มีประจุไฟฟ้า
ค. มีอำนาจในการทะลุทะลวงสูง
เขาเรียกว่าอนุภาคชนิดนี้ว่า นิวตรอน Neutron และใช้สัญลักษณ์
สมการนิวเคลียร์
โครงสร้างของนิวเคลียสและไอโซโทป
หลังจาก Chadwick ค้นพบอนุภาคนิวตรอนแล้ว ทำให้รู้ว่านิวเคลียสของธาตุประกอบด้วยโปรตรอนและนิวตรอนซึ่งมีมวลเกือบเท่ากัน นิวเคลียสที่มีเลขมวล A และเลขอะตอม Z หมายความว่า ใน 1 อะตอมของธาตุ จะมีจำนวนของโปรตอนและจำนวนของนิวตรอนรวมกันเท่ากับ A จำนวนของโปรตอน เท่ากับ Z และจำนวนของนิวตอนเท่ากับ A - Z เรียกโปรตอนและนิวตรอนที่มีอยู่ภายในนิวเคลียส รวมกันว่า นิวคลีออน Nucleon
เมื่อ Z เปลี่ยนแปลงไป (จำนวนของโปรตอนเปลี่ยนแปลงไป) นิวเคลียสของธาตุจะเปลี่ยนจากธาตุหนึ่งไปเป็นอีกธาตุหนึ่ง ซึ่งมีคุณสมบัติทางเคมีเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น Z เปลี่ยนจาก 8 เป็น 9 นิวเคลียสของธาตุจะเปลี่ยนจากออกซิเจน 0 เป็นฟลูออรีน F
เมื่อ A เปลี่ยนแปลงไป (จำนวนของโปรตอนเปลี่ยนแปลงไป) นิวเคลียสของธาตุจะไม่เปลี่ยนแปลงไป ยังคงเป็นธาตุเดิมที่มีคุณสมบัติทางเคมีเหมือนเดิม คุณสมบัติทางฟิสิกส์เปลี่ยนแปลงไป เรียกกลุ่มของธาตุที่มีจำนวนโปรตอน Z เท่ากัน แต่มีจำนวนนิวตรอน A ต่างกัน ว่า ไฮโซโทป Isotope ไฮโซโทปของธาตุชนิดต่างๆจะมีมวลใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจจะวิเคราะห์ได้โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Mass spectrograph

Mass spectrograph ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
1. ส่วนเร่งอนุภาค
2. ส่วนคัดเลือกความเร็ว
แรงเนื่องจากสนามไฟฟ้า
qE
V
= แรงเนื่องจากสนามแม่เหล็ก
= qvB
= E/B

3. ส่วนวิเคราะห์
แรงเนื่องจากสนามแม่เหล็ก
qVB
= แรงสู่ศูนย์กลาง
= (mV2)/R
ไฮโซโทปของธาตุชนิดเดียว มีจำนวนโปรตอน Z เท่ากัน ดังนั้นประจุไฟฟ้า q เท่ากัน
ดังนั้นประจุไฟฟ้า q เท่ากันมีจำนวนนิวตรอน A ต่างกัน ดังนั้นมีมวลต่างกัน ทำให้ R ของแต่ละไอโซโทปไม่เท่ากัน จึงสามารถ R วัดได้ ดังนั้นหามวล m ของแต่ละไอโซโทปได้

ขนาดและมวลของนิวเคลียส Size and mass of nucleus
การหาขนาดของนิวเคลียส อาจทำได้ง่ายๆโดยการยิงอนุภาคนิวตรอนไปกระทบกับนิวเคลียสที่เราต้องการทราบขนาด แล้ววัดมุมที่อนุภาคนิวตรอนเบี่ยงเบนไปจากเดิม ก็จะสามารถหาขนาดของนิวเคลียสได้ เราเรียกวิธีการดังกล่าวนี้ว่า การกระเจิง Scattering จากการทดลองพบว่า ขนาดของนิวเคลียสจะขึ้นอยู่กับ จำนวนนิวคลีออน หรือ เลขมวล A กล่าวคือ


เมื่อ R 0 คือ รัศมีของนิวเคลียสของธาตุไฮโดรเจนซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 1.2 x10-15 เมตร ถึง 1.5 x 10-15
เมตร ในการคำนวณนิยมใช้ R 0 = 1.2 x10-15 เมตร
การวัดมวลของนิวเคลียส เราวัดออกมาเป็นหน่วยของ u หรือ a.m.u โดย
1 u = 1.66 x 10 -27 กิโลกรัม
E = mc 2
จากหลักของ Einstein
ดังนั้นเราอาจจะเขียนมวลในหน่วยของ u ให้อยู่ในรูปของพลังงานได้โดย
มวล 1 u คิดเป็นพลังงานได้ เท่ากับ 931 MeV
พลังงานยึดเหนี่ยว Binding energy
โดยที่นิวเคลียส ประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ดังนั้นมวลของนิวเคลียสน่าจะเท่ากับมวลของโปรตอนรวมกับมวลของนิวตรอน แต่จากการศึกษาพบว่า มวลของนิวเคลียส จะมีค่าน้อยกว่า มวลของโปรตอนรวมกับมวลของนิวตรอนเสมอ เช่น นิวเคลียสของดิวเธอเรียม (เรียกว่า ดิวเธอรอน Deuteron) ประกอบด้วย โปรตอน 1 ตัว นิวตรอน 1 ตัว
มวลของโปรตอน = 1.007276 u
มวลของนิวตรอน = 1.008665 u
มวลของดิวเธอรอนควรจะเป็น 1.007276 u + 1.008665 u = 2.015941 u แต่ปรากฎว่ามวลของดิวเธอรอน คือ 2.013554 u
มวลที่หายไป = 2.015931 u -2.013554 u = 0.002387 u เราเรียกมวลที่หายไปหลังจากนิวคลีออนรวมตัวกันเป็นนิวเคลียสว่า มวลพร่อง
เมื่อคิดเป็นพลังงานจะได้
เรียกพลังงาน E ว่า พลังงานยึดเหนี่ยว Binding energy ซึ่งพลังงานจำนวนนี้จะเป็นพลังงานที่ใช้ในการยึดโปรตอนและนิวตรอนให้อยู่รวมกันในนิวเคลียส (เมื่อต้องการให้นิวเคลียสของธาตุแตกตัวออกเป็นโปรตอนและนิวตอนจะต้องใช้พลังงานอย่างน้อยเท่ากับพลังงานยึดเหนี่ยวนี้)

จากการศึกษา พลังงานยึดเหนี่ยวของอะตอมของธาตุต่างๆพบว่า
1. พลังงานยึดเหนี่ยวจะมีค่าเพิ่มขึ้น เมื่อนิวเคลียสมีขนาดโตขึ้น
2. พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออน จะมีค่าใกล้เคียงกัน ยกเว้นนิวเคลียสขนาดเล็ดที่มีเลขมวล A น้อยกว่า 20

เสถียรภาพของนิวเคลียส Nuclear stable
เสถียรภาพของนิวเคลียร์จะขึ้นอยู่กับพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออน พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนมีค่ามาก พลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนมีค่ามาก เสถียรภาพนิวเคลียร์จะมีค่ามาก ทำให้แตกตัวได้ยากพลังงานยึดเหนี่ยวต่อนิวคลีออนมีค่าน้อย เสถียรภาพของนิวเคลียร์จะน้อย ทำให้แตกตัวได้ง่าย

การคำนวณหามวลพร่องและพลังงานยึดเหนี่ยว
1. หาจำนวนของโปรตอนจากค่าของเลขอะตอม Z และหาจำนวนของนิวตรอนจาก A-Z
2. หาผลรวมของส่วนประกอบย่อย
3. หาผลต่างระหว่างมวลรวมของส่วนประกอบย่อยของอะตอมกับมวลอะตอมที่กำหนดให้ จะได้ค่าของมวลพร่อง ( Mass defect ) เมื่อคูณด้วย 931 MeV จะได้ค่าของพลังงานยึดเหนี่ยว

การสลายตัวของธาตุกัมมันตภาพรังสี
1. ธาตุกัมมันตภาพรังสีจะสลายตัวกลายเป็นธาตุใหม่ โดยการให้รังสีแอลฟาและรังสีบีตาออกมา ธาตุใหม่ที่ได้นี้จะมีคุณสมบัติทางเคมีแตกต่างไปจากธาตุเดิมและอาจจะเป็นธาตุกัมมันตภาพรังสีหรือไม่ก็ได้
2. อัตราการสลายตัวของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตภาพรังสี จะแปรผันตามจำนวนของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตภาพรังสีที่มีอยู่ในขณะนั้น
ถ้า N - จำนวนของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตภาพรังสีที่มีอยู่ขณะเวลา t
t - จำนวนของนิวเคลียสของธาตุที่สลายตัวไปในช่วงเวลาสั้นๆ นับจากเวลา t
N - จำนวนของนิวเคลียสของธาตุที่สลายตัวไปใน 1 หน่วยเวลา เราจะได้ว่า


เมื่อ คือ ค่าคงที่ (จะมีค่ามากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตภาพรังสี)



เครื่องหมาย ลบ บอกให้รู้ว่าเมื่อนิวเคลียสของธาตุเกิดการสลายตัว จำนวนนิวเคลียสของธาตุจะลดลง
เมื่อช่วงเวลา t มีค่าน้อยมาก กล่าวคือ t ---> 0 จะได้ว่า


หรือ
ปริมาณ จะบอกถึงอัตราการลดลงของนิวเคลียสของธาตุกัมมันตภาพรังสี ซึ่งก็คือ อัตราการแผ่รังสีออกมาในขณะใดขณะหนึ่ง เรียกปริมาณนี้ว่า กัมมันตภาพ Activity (A)
หน่วยกัมมันตภาพ คือ อนุภาค / วินาที หรือ /วินาที ซึ่งเรียกว่า เบคเคอเรล (Bq)
หน่วยอื่น ๆ ที่อาจพบ
1. คูรี Curie (Ci)
1 คูรี = 3.7 x 10 เบคเคอเรล
2. รัทเธอร์ฟอร์ด Rutherford Rd
1 รัทเธอร์ฟอร์ด = 10 เบคเคอเรล
จากสมการ

เมื่อเราแก้สมการออกมา จะได้ N = N0et
เมื่อ N0 - จำนวนของนิวเคลียสของธาตุ เมื่อเวลา t = 0
N - จำนวนของนิวเคลียสของธาตุ เมื่อเวลา t = t

เวลาครึ่งชีวิต Half life - ช่วงเวลาที่ธาตุกัมมันตภาพรังสีใช้ในการสลายตัวไปครึ่งหนึ่งของจำนวนที่มีอยู่เดิม ใช้สัญลักษณ์แทนด้วย เช่น เวลาครึ่งชีวิตของโซเดียม -24 คือ 15 ชั่วโมง หมายความว่า ในตอนแรกถ้ามีโซเดียม 1 กรัม เมื่อเวลาผ่านไป 15 ชั่วโมง จะเหลือโซเดียม 0.5 กรัม เวลาผ่านไปอีก 15 ชั่วโมง จะเหลือโซเดียม 0.25 กรัม ต่อๆไป

โมเมนตัม


โมเมนตัม คือปริมาณทางฟิสิกส์อย่างหนึ่ง ที่ใช้บอกสภาพการเคลื่อนที่ของวัตถุ มีทั้งทิศทางและความเร็วของวัตถุที่เคลื่อนที่ มีหน่วยเป็น kg.m/s
ขนาดของโมเมนตัม มีค่าขึ้นกับมวลและความเร็วของวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ นั่นคือ
เมื่อ = โมเมนตัมของวัตถุ (kg m/s)
m = มวลของวัตถุ (kg)
v = ความเร็วของวัตถุ (m/s)
หมายเหตุ
1. วัตถุจะมีมวลมากเท่าไรก็ตาม ถ้าไม่มีความเร็ว ก็ไม่มีโมเมนตัม
2. วัตถุที่มีการเคลื่อนที่ ทุกตำแหน่งที่ทราบความเร็ว และรู้มวล จะทราบโมเมนตัมที่ตำแหน่งนั้นด้วย
3. แรงลัพธ์จากภายนอก = อัตราการเปลี่ยนโมเมนตัม
4. โมเมนตัมของวัตถุ สามารถถ่ายทอดให้กันได้โดยการชน

การดล
การดล (I) คือการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม เป็นปริมาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็น kg.m/s หรือ N.S
แรงดล คือแรงที่มากระทำต่อวัตถุในช่วงเวลาสั้น ๆ หรืออัตราการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมที่เปลี่ยนไปในช่วงหนึ่งหน่วยเวลา (t) แรงดลมีหน่วยเป็นนิวตัน
วัตถุมวล m เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต้น ถูกแรง F มากระทำในเวลาสั้น ๆ ทำให้วัตถุมีความเร็วเป็น จะได้ว่า วัตถุมีโมเมนตัมเปลี่ยนไป 
จากกฎข้อที่ 2 ของนิวตัน F = ma จะได้ว่า
แรงดล F =

การดล I = Ft = m
การกำหนดเครื่องหมาย
การดลและแรงดล เป็นปริมาณเวกเตอร์ จึงต้องมีการกำหนดเครื่องหมายบวกลบ โดยมีหลักการดังนี้
1. ทิศทางของความเร็วต้น มีเครื่องหมายเป็นบวกเสมอ
2. ทิศทางของความเร็วปลาย ถ้ามีทิศทางเดียวกับความเร็วต้น ให้เป็นบวก ถ้าสะท้อนกลับหรือมีทิศทางตรงกันข้ามให้เป็นลบ
3. ปริมาณใดที่ต้องการหา กำหนดเป็น + ไว้ก่อน
4. ถ้าผลลัพธ์ที่คำนวณเป็นบวก แสดงว่ามีทิศทางเดียวกับความเร็วต้น ถ้าเป็นลบ แสดงว่ามีทิศตรงกันข้ามกับความเร็วต้น
5. t เป็นปริมาณสเกลาร์ เป็นบวกเสมอ

กราฟของการดล
การดล
I = พื้นที่ใต้กราฟ F กับ t
= FDt
I = m( )

การชน
การชน คือการที่วัตถุ 2 วัตถุกระทบกันในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือมีแรงมากระทำแล้วให้ผลเหมือนกับการชน เช่น การยิงปืน การระเบิดของวัตถุ การเตะฟุตบอล เป็นต้น

กฎการอนุรักษ์โมเมนตัม
โมเมนตัมสามารถถ่ายโอนกันได้ โดยการชนกัน
จากกฎข้อที่ 1 ถ้า F = 0 จะได้ว่า  = 0 นั่นคือ = 0 หรือความเร็วคงตัว จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม
จากกฎข้อที่ 2 ถ้า F น 0 จะได้ว่า  น 0 นั่นคือมีการดลและแรงดล Ft = m( )
กฎการอนุรักษ์โมเมนตัม ผลรวมของโมเมนตัมก่อนชน = ผลรวมของโมเมนตัมหลังชน

ลักษณะการชน
กำหนดให้ วัตถุ m1 มีความเร็วต้น เป็น u1 และ ความเร็วปลายเป็น v1
วัตถุ m2 มีความเร็วต้น เป็น u2 และ ความเร็วปลายเป็น v2
สัมประสิทธิ์การคืนตัว (e) = (v2-v1) / (u1-u2)
เมื่อพิจารณาโมเมนตัมและพลังงานจลน์แล้ว จะจำแนกลักษณะการชนเป็น 3 แบบคือ
กฎการอนุรักษ์โมเมนตัม กฎการอนุรักษ์พลังงานจลน์
การชนแบบยืดหยุ่น (e=0)
เป็นการชนที่ไม่สูญเสียพลังงาน ภายหลังการชนแล้ว วัตถุไม่ยุบ ไม่บุบ ไม่ติดกันไป P ก่อนชน = P หลังชน
m1u1 + m2u2 = m1v1 + m2v2 Ek ก่อนชน = Ek หลังชน
u1 + v1 = u2 + v2
การชนแบบไม่ยืดหยุ่น (0<e<1)
คือการชนที่มีการสูญเสียพลังงาน ภายหลังการชน จะมีการยุบ การบุบ สูญเสียพลังงานจลน์ &#61523;Ek ก่อนชน > &#61523;Ek หลังชน


การชนแบบไม่ยืดหยุ่นโดยสมบูรณ์ (e= 0)
เป็นการชนที่สูญเสียพลังงานไปมากที่สุด ภายหลังการชน วัตถุจะติดกันไป มีการสูญเสียพลังงานจนหมด &#61523;Ek ก่อนชน = E อื่น ๆ
การระเบิด
การยิงปืน การโดดออกจากเรือ หรือ มวลอัดสปริง เมื่อมีการระเบิด ( หรือโดดออกจากเรือ) พลังงานจลน์ก่อนเกิดเหตุการณ์ จะไม่เท่ากับพลังงานจลน์หลังเกิดเหตุการ แต่โมเมนตัมยังเท่ากับตามกฎอนุรักษ์โมเมนตัม
ให้ M และ m เป็นวัตถุ ที่มีความเร็ว(หลังการระเบิด) เป็น v1 และ v2 ตามลำดับ
&#61523;P ก่อนระเบิด = &#61523;P หลังระเบิด
ถ้า M ถอยหลัง (เช่น ปืนถีบหลังยิง เรือถอยหลัง) Mv1 = mv2
ถ้า ไม่ทราบทิศ M -Mv1 = mv2
เหตุการณ์ที่คนเดินบนเรือ หรือไต่บอลลูน เป็นลักษณะการระเบิดที่หลังระเบิด วัตถุ 2 วัตถุยังติดกันไป


ความเร็วคนเทียบกับเรือ (หรือบอลลูน) ต่างเท่ากับ V2 ดังนั้น ความเร็วของคนเทียบกับโลก = V2-V1
&#61523;P ก่อนระเบิด
- (M+m) v1 = &#61523;P หลังระเบิด
= mv2
การชนในระดับ 2 มิติ
หมายถึง การชนกันของวัตถุ เมื่อชนแล้ว วัตถุแยกจากกันโดยที่ไม่อยู่ในแนวเดียวกัน แต่ยังคงอยู่ในระนาบเดียวกัน เช่นการชนกันของลูกบิลเลียด
ให้ วัตถุ m1 มีความเร็วต้น เป็น u1 และ ความเร็วปลายเป็น v1 วัตถุ m2 มีความเร็วต้น เป็น u2 และ ความเร็วปลายเป็น v2 หลังชนแล้ว มวลทั้งสองแยกออกจากกันเป็นมุม &#61553;1 และ &#61553;2


การชนในระดับ 2 มิติ กฎการอนุรักษ์พลังงาน
การชนกันแบบยืดหยุ่น m1v1sin &#61553;1 = m2v1sin &#61553;2
ถ้ามวล 2 ก้อนเท่ากัน ชนแบบยืดหยุ่น ไม่ผ่านศูนย์กลางมวล โดยที่มวลที่ถูกชนอยู่นิ่ง หลังชนจะทำให้มวลทั้งสองแยกจากกันเป็น 90o เสมอ
การชนกันแบบไม่ยืดหยุ่น (m1+m2) v2 = (m1u1)2 + (m2u2)2 + 2m1u1m2u2 cos &#61553;
การคำนวณสามารถทำได้อีกวิธี โดยการแตก P ก่อนชนและ P หลังชนให้อยู่ในแนวแกน x และ y
การวัดความเร็วของกระสุนปืนด้วย Ballastic pendulum
กระสุนปืนมวล m ความเร็วv วิ่งเข้าชนมวล M ซึ่งอยู่นิ่ง เป็นการชนไม่ยืดหยุ่น กระสุนฝังในมวล M แล้วเคลื่อนที่ติดกันไปด้วยความเร็ว VA แกว่งสูง จากระดับเดิมในแนวเดิม h ดังรูป


จะได้ว่า VA =

ความเร็วกระสุนปืน v =
บทที่ 1 : สสารและการเปลี่ยนแปลง

1. สารบริสุทธิ์ - สารละลายและการตรวจสอบ
สารบริสุทธิ์ - สารเนื้อเดียวที่มีองค์ประกอบอย่างเดียวกันหมด มีสมบัติต่าง ๆ เหมือนกัน
มีจุดเดือด จุดหลอมเหลวคงที่
สารละลาย - ของผสมเนื้อเดียวกัน เกิดจากการผสมของสารตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป
ในอัตราส่วนต่าง ๆ กัน
การตรวจสอบความบริสุทธิ์ของสารบริสุทธิ์และสารละลาย - ขึ้นกับสถานะของสาร
ของเหลว : ตรวจสอบโดย
การระเหยจนแห้ง - ถ้าเหลือกาก ฎ เป็นสารละลายที่มีตัวถูกละลายเป็นของแข็ง
- ถ้าไม่เหลือกาก ฎ สรุปไม่ได้
การหาจุดเดือด - ถ้าช่วงการเดือดกว้าง ( > 2 o C )&#61472;ฎ เป็นสารละลาย
- ถ้าช่วงการเดือดแคบ&#61472;ฎ สรุปไม่ได้
หมายเหตุ สารผสมที่เรียก อะซีโทรป ( azeotrope ) ซึ่งมีส่วนผสมเหมาะสมค่าหนึ่งจะมีช่วงการเดือดแคบคล้ายกับสารบริสุทธิ์

ของแข็ง : ตรวจสอบโดยการหาจุดหลอมเหลว

- สารละลายหรือสารผสมจะมีจุดหลอมเหลวเป็นช้วงกว้าง เมื่อเทียบกับสารบริสุทธิ์

2. การแยกสารจากสารผสม การเลือกวิธีการแยกสารที่เหมาะสมนั้น จะขึ้นอยู่กับสารแต่ละชนิดที่ผสมกันว่า มีสถานะเป็นอย่างไร ซึ่งการพิจารณาเพื่อสรุปสถานะของสารนั้นพิจารณาได้จาก จุดหลอมเหลว และจุดเดือดของสาร ดังนี้ :

ของแข็ง มีจุดหลอมเหลวสูงกว่าอุณหภูมิห้อง
ของเหลว มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าอุณหภูมิห้อง และจุดเดือดสูงกว่าอุณหภูมิห้อง

( สำหรับ แก๊ส มีทั้งจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่ำกว่า อุณหภูมิห้องและจะมีค่าติดลบ )
ถ้าของผสมนั้นเกิดจากการผสมกันระหว่าง

* ของเหลว + ของแข็ง - ใช้การกรอง
* ของเหลว + ของเหลว - การเลือกวิธีแยกให้พิจารณาว่ามีความแตกต่างกันระหว่างจุดเดือดและ ค่าการละลายในตัวทำละลายต่าง ๆ อย่างใดแตกต่างมากกว่ากัน

ก.ถ้า จุดเดือด ต่างกันมากกว่า หรือมีข้อมูลเฉพาะจุดเดือดให้พิจารณาเลือกวิธีการกลั่น ซึ่งมิ 3 วิธีคือ
- การกลั่นธรรมดา ใช้เมื่อสารแต่ละตัวมีจุดเดือดต่างกันมาก ยิ่งมากเท่าใด การแยกยิ่งดีเท่านั้น ถ้าจุดเดือดต่างกันมากกว่า 100 0 C ขึ้นไป จะกลั่นแยกออกจากกันได้อย่างสมบูรณ์
- การกลั่นลำดับส่วน ใช้เมื่อสารแต่ละตัวมีจุดเดือดต่างกันไม่มาก
- การกลั่นด้วยไอน้ำ วิธีการแยกนี้อาจจะเรียกเป็น " การสกัดด้วยไอน้ำ " จะใช้เมื่อสารที่ต้องการกลั่นออกมามีจุดเดือดต่ำ ( < 100 0 C ) และไม่ละลายน้ำ นอกจากนั้นยังใช้วิธีนี้กับ การกลั่นแยกสารที่มีจุดเดือดสูงมากแต่สลายตัวได้เมื่ออุณหภูมิสูง ให้กลั่นตัวออกมา ที่อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเดือดปกติของสารนั้น
ข. ถ้า ค่าการละลาย แตกต่างกัน อาจจะใช้วิธี
ข.1 การสกัด ซึ่งมี 2 ลักษณะคือ
- การสกัดด้วยตัวทำละลาย ใช้เมื่อสารต่าง ๆ มีค่าการละลายต่างกัน
- การสกัดด้วยสารละลาย การแยกจะเกิดขึ้นจากการเข้าทำปฎิกิริยากันระหว่างตัวถูกละลายในสารละลายทั้งสอง
ข. 2 การทำโครมาโทกราฟีกระดาษ เป็นวิธีการแยกที่อาศัยความแตกต่างในการละลายของสารในตัวทำละลาย และการดูดซับของสารบนแผ่นกระดาษโดยสามารถบอกชนิดของสารที่แยกออกมาได้โดยใช้ค่า R f เมื่อแยกด้วยระบบตัวทำละลายที่เหมือนกันทั้งองค์ประกอบและส่วน โดยที่ค่า R f คำนวณได้จากความสัมพันธ์



ค่า R f จะมีค่าเกิน 1.00 ไม่ได้

*ของแข็ง + ของแข็ง การแยกของแข็งออกจากกันอาจจะทำได้โดย
- การหาตัวทำละลายที่เหมาะสม มาละลายแยกสารแต่ละชนิดออกไป
- การตกผลึก เมื่อของแข็งที่ผสมกันนั้น มีค่าการละลายที่แตกต่างกันที่อุณหภูมิต่าง ๆ สารใดที่มีค่าการละลายเปลี่ยนไปมากเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน สารเหล่านี้จะเกิดการตกผลึกได้ก่อน วิธีการตกผลึก จะทำโดยนำของแข็งผสมมาละลายในตัวทำละลายที่ร้อนแล้วค่อย ๆ ทำให้เย็นลงโดยการควบคุมอุณหภูมิให้ได้ตามที่ต้องการ
3.พลังงานกับการเปลี่ยนแปลงของสสาร
การเปลี่ยนแปลงของสสารที่มีพลังงานต่าง ๆเกี่ยวข้องแยกพิจารณาได้ดังนี้
ก. พลังงานกับการเปลี่ยนสถานะ

หรือพิจารณาจากกราฟต่อไปนี้
รูปกราฟ

ข.พลังงานกับการละลาย
โดยทั่วไปการละลายของสารเคมี จะเป็นแบบคายความร้อนหรือดูดความร้อนหรือไม่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ จะขึ้นอยู่กับค่าพลังงานเปรียบเทียบระหว่าง พลังงานที่ใช้ ( ดูด ) ในการแยกอนุภาคของตัวทำละลายออกจากัน (&#61508; H 1 ) และการแยกอนุภาคของตัวถูกละลายออกจากกัน (&#61508; H 2 ) กับพลังงานที่ให้ ( คาย)ออกมาเมื่อตัวทำละลายและตัวถูกละลายผสมกัน (&#61508; H 3) โดยที่
ถ้า ( &#61508;H 1 ) + ( &#61508;H2 ) > ( &#61508;H3 ) การละลายเป็นแบบดูดความร้อน
( &#61508;H1 ) + (&#61508; H2 ) < (&#61508; H3 ) การละลายเป็นแบบคายความร้อน
( &#61508;H1 ) + (&#61508; H 2 ) >> (&#61508; H3 ) ไม่เกิดการละลาย
ค. พลังงานกับการเกิดปฎิกิริยาเคมี ในการเกิดปฎิกิริยาเคมี ความร้อนจะเป็นแบบดูความร้อนหรือคายความร้อน ถ้าเป็น
ปฏิกิริยาดูดความร้อน : พลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะทั้งหมด > พลังงานที่ใช้ในการสร้างพันธะ
ปฏิกิริยาคายความร้อน : พลังงานที่ใช้ในการสลายพันธะทั้งหมด < พลังงานที่ใช้ในการสร้างพันธะ

สารชีวโมเลกุล

สารชีวโมเลกุล หมายถึงสารอินทรีย์ที่พบในสิ่งมีชีวิต เช่น ไขมัน น้ำมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต กรดนิวคลีอิก
ไขมัน น้ำมัน


การเกิดเป็นไขมันหรือน้ำมัน อยู่ที่ปริมาณ และชนิดของไขมันในเอสเทอร์ ถ้าเป็นกรดไขมันอิ่มตัวมาก จะเป็นไขมัน เช่น กรดลอริก (C12) กรดไมริสติก(C14) กรดปาล์มิติก (C16) กรดสเตียริก (C18)
ถ้ากรดไขมันไม่อิ่มตัว จะเป็นน้ำมัน เช่น กรดปาล์มิโตเลอิก (C16) กรดโอเลอิก (C18) กรดไลโนเลอิก (C18) ยิ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากเท่าใด สถานะยิ่งเหลวมากเท่านั้น
สมบัติของไขมันและน้ำมัน
1. ละลายได้ดีในตัวทำละลายไม่มีขั้ว (เช่นเฮกเซน)
2. เกิดกลิ่นเหม็นหืน เมื่ออากาศร้อน เพราะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ตำแหน่งพันธะคู่ ทำให้ได้แอลดีไฮด์ และกรดไขมัน หรือเกิดไฮโดรไลซิส โดยจุลินทรีย์ ได้ กรดไขมันอิสระ น้ำมันพืช จะเกิดการเหม็นหืนยากกว่าไขมันสัตว์ เพราะมีวิตามิน E เป็นสารต้านออกซิเดชัน
3. เกิดไฮโดรไลซิส ในสารละลายเบส ให้สบู่ (เกลือของกรดไขมัน) กับกลีเซอรอล (เรียกปฏิกิริยานี้ว่า สะปอนนิฟิเคชัน)


สบู่และผงซักฟอก
ผงซักฟอก เป็นเกลือโซเดียมซัลโฟเนตของกรดไขมัน

ปัญหาต่อสภาวะแวดล้อม
ผงซักฟอกแบบ ข เป็นแบบย่อยสลายเป็นส่วนใหญ่ ส่วนแบบ ค ย่อยสลาไม่ได้ ทำให้เกิดมลภาวะ นอกจากนี้สารโซเดียมพอลิฟอสเฟตที่เติมลงไปในผงซักฟอก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด ลดความกระด้างของน้ำ ทำให้พืชน้ำเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
หมู่ Sulfonate และ Carboxylate ซึ่งเป็นส่วนที่มีขั้วของผงซักฟอก จะหันส่วนที่มีขั้วเข้าหาน้ำและหันส่วนที่ไม่มีขั้วออกจากน้ำ เกิดเป็นไมเซลล์ สิ่งสกปรกและไขมัน จะกระจายตัวเข้าไปในโพรงของไมเซลล์ ที่ไม่มีขั้ว ทำให้สามารถซักล้างได้
ในน้ำกระด้าง ที่มี Ca2+, Mg2+, Fe2+ สบู่จะถูกเปลี่ยนไปในรูปของเกลือ เช่น (RCOO)2Ca ที่ไม่ละลายน้ำ ส่วนผงซักฟอก จะถูกเปลี่ยนในรูปของเกลือ (RSO3)2Ca เช่นกัน แต่เกลือประเภทนี้ละลายน้ำได้
โปรตีน
โปรตีนเป็นพอลิเมอร์ของกรดอะมิโน เกิดจากการเรียงตัวของกรดอะมิโน ด้วยพันธะเพปไทด์ ได้ พอลิเพปไทด์ โปรตีนเป็นพอลิเพปไทด์ที่มีมวลมากกว่า 5000 ขึ้นไป
กรดอะมิโน มีสูตรทั่วไปเป็น ส่วน R เป็นหมู่ฟังก์ชันอื่น ๆ ในสิ่งมีชีวิตจะมีกรดอะมิโนประมาณ 20 ชนิด ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็น (essential amino acids) ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้ 10 ชนิด คือ อาร์จินีน ฮิสทิดีน ไอโซลิวซีน ลิวซีน ไลซีน เมไทโอนีน ฟีนิลอลานีน ทรีโอนิน ทริปโตเฟน และแวลีน
การเกิดพอลิเมอไรเซชันของกรดอะมิโน มีลักษณะเฉพาะ เช่น ปฏิกิริยาไดเมอไรเซชัน ดังรูป


การทดสอบโปรตีน
เป็นการทดสอบการมีพันธะเพปไทด์ตั้งแต่ 2 พันธะขึ้นไป โดยใช้สารละลาย CuSO4 ในเบส ซึ่งมีสีฟ้า จะถูกเปลี่ยนเป็นสารละลายสีม่วง
หมู่ฟังก์ชันและหมู่แอลคิลของกรดอะมิโน สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจน และแรงวันเดอร์วาล ทำให้เป็นเกลียว หรือเป็นแผ่น เมื่อแรงต่าง ๆ ถูกทำลาย จะทำให้เกิดการเสียสมรรถภาพทางชีวภาพ เช่น เอนไซม์ไม่ทำงาน การตกตะกอน บางครั้ง การเปลี่ยนแปลงนี้ก็เป็นประโยชน์ เช่น ใช้แก้พิษไอออนของโลหะหนัก โดยกินไข่ขาว นมสด ให้ตกตะกอน
โปรตีนในพืชและในสัตว์ มี 2 แบบคือเป็นแบบเส้นใย (เคราติน คอลลาเจน) และแบบก้อนกลม (เอนไซม์ แอนติบอดี ฮีโมโกลบิน)
เอนไซม์ เป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา โดยทำปฏิกิริยากับสับสเตรท ได้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น เอนไซมื โบรมิเลนในสับปะรด หรือ ปาเปนในยางมะละกอ สามารถย่อยเนื้อสัตว์ให้นุ่มได้
ยีสต์ มีเอนไซม์เร่งปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสของน้ำตาลทรายไปเป็นกลูโคส และฟรุกโตส
ยูรีเอส ย่อยสลายยูเรียด้วยน้ำ ให้กลายเป็นแอมโมเนีย และคาร์บอนไดออกไซด์
คาร์โบไฮเดรต
เป็นสารอาหารที่ใช้เก็บพลังงาน เป็นองค์ประกอบของเซลล์ มีหลายชนิด เช่น ไกลโคเจน น้ำตาล แป้ง
น้ำตาล แบ่งตามหมู่ของฟังก์ชัน จะมี 2 แบบ คือ
• เป็นแบบ –CHO กับ –OH เรียกว่า น้ำตาลอัลโดส
• เป็นแบบ - CO - กับ –OH เรียกว่า น้ำตาลคีโตส
แบ่งตามจำนวนโมเลกุล เป็น
• น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (มอนอแซ็กคาไรด์) – กลูโคส ฟรุกโตส กาแลสโตส ซึ่งมีสูตร (C6H12O6) เหมือนกัน
• น้ำตาลโมเลกุลคู่ ประกอบด้วยสองหน่วยของมอนอแซ็กคาไรด์ เช่น ซูโครส+ซูโครส หรือ กลูโคส+ฟรุกโตส (น้ำตาลทราย)
• พอลิแซ็กคาไรด์ เป็นน้ำตาลโมเลกุลใหญ่ เช่น แบะแซ หรือเดกตริน
แป้ง
เป็นพอลิเมอร์ของกลูโคส เมื่อสลายด้วยกรด หรือเอนไซม์ จะกลายเป็นน้ำตาลสารโมเลกุลเล็ก แป้งจะใช้สารละลายไอโอดีนทดสอบ ซึ่งจะให้ได้สารละลายสีน้ำเงิน
HCl หรือเอนไซม์
แป้ง -------------------> กลูโคส
โครงสร้างอะตอม
1.แบบจำลองอะตอม
ดาลตัน : อะตอมเป็นทรงกลมขนาดเล็กแบ่งแยกต่อไปอีกไม่ได้
ทอมสัน : อะตอมประกอบด้วยอนุภาคประจุบวกและอิเลคตรอนอยู่คละกันไป
รัทเธอร์ฟอร์ด : อะตอมประกอบด้วยโปรตอนรวมกันอยู่ตรงกลางมีอิเลคตรอนโคจรรอบๆ
บอห์ร : อะตอมประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอนอยู่ตรงกลางมี อิเลคตรอนโคจรรอบๆ เป็นชั้น ๆ ตามระดับพลังงาน
กลุ่มหมอกอิเลคตรอน : อะตอมประกอบด้วยนิวเครียสอยู่ตรงกลางมีอิเลคตรอนเคลื่อนที่อยู่รอบ
โดยมีทิศทางไม่แน่นอนทำให้โอกาสจะพบมากที่สุดใกล้นิวเครียส
2. อนุภาคมูลฐาน การค้นพบ และความสัมพันธ์
อิเลคตรอน พบจาการทดลองที่ใช้หลอดรังสีคาโทด ทอมสันเป็นคนค้นพบ
โปรตอน พบจากการใช้หลอดรังสีคาโทด เช่นกัน โกลด์ชไตน์เป็นคนค้นพบ
นิวตรอน แชดวิกเป็นคนค้นพบ โดยใช้การยิงอนุภาคอัลฟาไปยังแผ่นแบริงเลียม
อิเลคตรอน มีประจุเท่ากับโปรตอน แต่มีมวลน้อยมาก ๆ
โปรตอน มีมวลใกล้เคียงกับนิวตรอนมาก
3.สัญลักษณ์นิวเคลียร์
เขียนเป็น

โดยที่ A = เลขมวล= จำนวนโปรตอนรวมกับนิวตรอน ( p + n )
Z = เลขอะตอม = จำนวนโปรตอน

A บอกถึงมวลอะตอมคร่าว ๆ ของไอโซโทป ส่วน Z บอกถึงชนิดของธาตุ
4. การเกิดสเปกตรัมของธาตุ
อะตอมที่สภาวะพื้น ( Ground state) จะมีอิเลคตรอนกระจายในระดับพลังงานต่ำ เมื่ออะตอมได้รับพลังงาน อิเลคตรอนจะถูกกระตุ้นโดยรับพลังงานแล้วขึ้นไปสู่ระดับพลังงานที่สูงขึ้น แต่เนื่องจากไม่เสถียร จึงกลับสู่ระดับพลังงานที่ต่ำกว่า พร้อมกับคายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีความยาวคลื่นที่สามารถคำนวณได้จากสมการของแพลงค์ คือ


เมื่อE = พลังงาน ( J )
v = ความถี่ของคลื่น ( s –1 )
&#61472;&#61472;&#61472;&#61472;&#61548;= ความ ยาวคลื่น ( m )
h = ค่าคงที่ของแพลงค์มีค่าเท่ากับ 6.626 X 10 –34 Js
e = ความเร็วแสงมีค่าเท่ากับ 3 X 10 8 ms –1
ข้อสรุปจากข้อมูลการเกิดสเปกตรัม
1.พลังงานที่คายอออกมาจากการที่อิเลคตรอนกลับสู่สภาวะพื้นในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
2.การเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานมีการเปลี่ยนข้ามกันได้
3.ระดับพลังงานต่ำสุดจะอยู่ใกล้นิวเครียสที่สุด
4.ระดับพลังงานต่ำ ๆ จะอยู่ห่างกัน ยิ่งระดับพลังงานสูงขึ้น
5. การจัดอิเลคตรอนในอะตอม มีหลักเกณฑ์ดังนี้
1.จำนวนอิเลคตรอนในแต่ละระดับพลังงานจะมีได้มากที่สุด หาได้จากสูตร 2n 2
2.เวเลนซ์อิเลคตรอนมีได้ไม่เกิน 8
3.จำนวนอิเลคตรอนในขั้นถัดจากวงนอกสุดเข้ามา ( ชั้นรองนอกสุด ) มีได้ไม่เกิน 18
4.อิเลคตรอนจะเข้าอยู่ในระดับพลังงานที่ต่ำก่อนจนเต็ม แล้วจึงเข้าไปอยู่ในระดับพลังงานที่สูงขึ้น
6. พลังงานไอออไนเซชั่น ( IE )
พลังงานที่ใช้ดึงอิเลคตรอนออกจากอะตอมหรือไอออนในสภาวะที่เป็นแก๊ส เช่น
Mg ( g ) --------> Mg+( g ) + e1 ;IE1
Mg+( g ) --------> Mg 2- + e2 ;IE2
-IE แปรผกผันกับขนาดอะตอมแต่แปรผันตรงกับประจุบวกที่นิวเครียส
-IE ของเวเลนซ์อิเลคตรอน จะมีค่าต่ำและอิเลคตรอนในระดับพลังงานเดียวกันจะมีค่า IE ต่างกันไม่มากนัก
-IE จะมีค่าต่างกันมาก เมื่ออิเลคตรอนอยู่คนละระดับพลังงาน
7. อิเลคโตรเนกาติวิตี ( EN )
ความสามารถของอะตอมของธาตุในการดึงดูดอิเลคตรอนเข้าหาตัวเอง
- EN แปรผกผันกับขนาดอะตอม แต่
- EN ของธาตุที่สำคัญ มีลำดับจากมากไปหาน้อยดังนี้
F > O > N > Cl > S > C > H ~ P
9. ความสัมพันธ์ของโครงสร้างอะตอมกับตารางธาตุ
หมายเหตุ - บอกได้ด้วยจำนวนเวเลนซ์อิเลคตรอน
คาบของธาตุ - บอกได้ด้วยระดับพลังงานนอกสุดที่เวเลนซ์อิเลคตรอนอยู่
กรด - เบส 2
1. ธรรมชาติของปฏิกิริยากรด - เบส
โดยทั่วไป เมื่อกรดทำปฏิกิริยากับเบส จะให้ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นเกลือกับน้ำ
กรด + เบส ฎ เกลือ + น้ำ
H+ + OH- ฎ H2O
และ กรดจะทำปฏิกิริยาพอดีกับเบส เมื่อ

ทั้งหมดในสูตรของกรด
= ทั้งหมดที่มีในเบส
ดังนั้นปฏิกิริยากรด - เบส จึงเกิด 2 ลักษณะ คือ
ก. กรดทำปฏิกิริยาพอดีกับเบส ( = ) สารละลายที่ได้จะเป็นสารละลายเกลือเท่านั้น
ข. กรดกับเบสทำปฏิกิริยาไม่พอดีกัน สารละลายหลังปฏิกิริยาจะมีสภาพเป็นอย่างไร ขึ้นกับสารที่เหลือจากปฏิกิริยาและเกลือที่เกิดว่าเป็นเกลือชนิดใด

2. เมื่อกรดทำปฏิกิริยาพอดีกับเบส สารละลายจะมีสภาพเป็นกรดหรือเบสพิจารณาได้ดังนี้
ชนิดของกรด ชนิดของเบส ชนิดของเกลือ PH ของสารละลาย
กรดแก่ เบสแก่ เกลือกลาง = 7 เสมอไม่ว่า [ เกลือ] จะเป็นเท่าใด
กรดแก่ เบสอ่อน เกลือกรด < 7 ขึ้นกับ [ เกลือ]
กรดอ่อน เบสแก่ เกลือเบส > 7 ขึ้นกับ [เกลือ]
กรดอ่อน เบสอ่อน เกลือกลาง = 7 (ถ้า Ka = Kb)
เกลือกรด < 7 (ถ้า Ka = Kb)
เกลือเบส > 7 (ถ้า Ka = Kb)
การคำนวณ pH ของสารละลายเกลือ
ถ้าเป็นสารละลายเกลือกรด ให้ถือว่า เป็นกรดชนิดอ่อนชนิดหนึ่ง ใช้สมการ
[H+] =
จะได้ [H+] =
เมื่อ Ka =
- และ Ca = CS
ถ้าเป็นสารละลายเกลือเบส ก็ให้ถือว่าเป็นเบสอ่อนชนิดหนึ่งใช้สมการ
[ OH-] =

หมายเหตุ
สำหรับกรด HxA ที่มีความเข้มข้น Ma mol/dm3 ปริมาตร Vacm3 ทำปฎิกิริยาพอดีกับเบส B (OH)y ที่มีความเข้มข้น Mb mol/dm3 ปริมาตร Vb cm3 จะได้ความสัมพันธ์ว่า
x MaVa = y MbVb
3. เมื่อกรดทำปฏิกิริยากับเบสไม่พอดีกัน pH ของสารละลายขึ้นอยู่กับว่ามีอะไรเหลืออยู่
ก. ปฏิกิริยาที่เกิดระหว่าง กรดแก่กับเบสแก่ ไม่ว่ากรดหรือเบสเหลือ ให้หาความเข้มข้นของกรดหรือเบสที่เหลือ แล้วจึงหา pH ของสารละลาย
ข. ปฏิกิริยาที่เกิดระหว่าง กรดอ่อนกับเบสแก่
ถ้า เบสแก่เหลือ ให้หาความเข้มข้นของเบสแก่ที่เหลือ เพื่อหา pOH แล้วนำไปหา pH
ถ้า กรดอ่อนเหลือ สารละลายจะเป็น บัฟเฟอร์กรด ให้หาค่า [ H+] จากสูตร
Ka=
ค. ปฏิกิริยาที่เกิดระหว่าง กรดแก่กับเบสอ่อน
ถ้า กรดแก่เหลือ ให้หาความเข้มข้นของกรดแก่ที่เหลือ แล้วนำไปหา pH
ถ้า เบสอ่อนเหลือสารละลายจะเป็น บัฟเฟอร์เบส ให้หาค่า [OH-] จากสูตร
Kb =
4. สารละลายบัฟเฟอร์
เป็นสารละลายของกรดอ่อนกับเกลือของกรดอ่อน หรือ เบสอ่อนกับเกลือของเบสอ่อน เมื่อเติมกรดแก่หรือเบสแก่เพิ่มลงในสารละลายบัฟเฟอร์ จะพบว่า pH ของสารละลายเปลี่ยนแปลงน้อยมาก ตัวอย่างของบัฟเฟอร์ ได้แก่
บัฟเฟอร์กรด CH3COOH/CH3COONa1 HCOOH/HCOOK1HNO2/NaNO2 ฯลฯ
บัฟเฟอร์เบส NH3/NH4C1

5. การไทเทรตกรด - เบส
เป็นเทคนิคที่ใช้ ในการหาปริมาณหรือความเข้มข้นของกรดหรือเบส โดยนำสารตัวอย่างมาทำปฏิกิริยากับ กรดแก่หรือเบสแก่ ที่ทราบความเข้มนข้นแน่นอน โดยสังเกตสีของอินดิเคเตอร์ที่เปลี่ยนไป เมื่อปฏิกิริยาเกิดจนถึงจุดสะเทิน
การเลือกอินดิเคเตอร์สำหรับการไทเทรต
อินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมกับการไทเทรตนั้น จะต้องมีช่วง pH ของการเปลี่ยนสีคร่อม pH ที่จุดสะเทิน ของปฏิกิริยากรดเบสนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการหาความเข้มข้นของ NaOH จากการไทเทรตด้วยสารละลาย HCI ที่ทราบความเข้มข้นที่แน่นอน เนื่องจากทราบว่าที่จุดสะเทินจะเกิดเกลือ NaC1 ที่มี pH7 ดังนั้น จะต้องเติมอินดิเคเตอร์ที่มีการเปลี่ยนสีในช่วง pH ที่คร่อมค่า 7 ในการไทเทรต เช่น เติมไบรโมไทมอลบลู ที่มีช่วง pH ของการเปลี่ยนสีเป็น 6.0 - 7.6 โดยที่
จุดสะเทิน หรือ จุดสมมูล คือตำแหน่งที่กรดและเบสทำปฏิกิริยากันพอดี ส่วน จุดยุติ คือตำแหน่งที่อินดิเคเตอร์เกิดการเปลี่ยนสีระหว่างการไทเทรต
บทที่1:เราจะศึกษาชีววิทยากันอย่างไร
BIOLOGY ชีววิทยามาจากศัพท์ Bios = ชีวิต Logos = ความคิดและเหตุผล ดังนั้น ชีววิทยาจึงหมายถึงการศึกษา ความคิดของมนุษย์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจปัญหาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ทำให้เราสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และดำรงชีวิตอยู่รอดปลอดภัย มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
การศึกวิทยาศาสตร์ไม่ว่าสาขาใดมีลักษณะคล้ายกัน คือ ประกอบด้วย
1. ปัญหา เกิดขึ้นเพราะความช่างสังเกต สงสัยและอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ การสังเกตเป็นสิ่งที่สามารถฝึกได้ และถ้าสังเกตสิ่งใดควรทำอย่างละเอียด โดยใช้ประสาทสัมผัสให้มากทางที่สุด
2. การตั้งสมมุติฐาน (Hypothesis) เป็นการคาดคะเนคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ เพื่อใช้ทำนายเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
3. การตรวจสอบสมมุติฐาน (Experiment) เป็นการทดลองเพื่อรวบรวมข้อมูล (Data) ที่ได้จากการทดลองโดยการทดลองต้องมีการควบคุม การทดลองแบ่งเป็น ชุดทดลอง และชุดควบคุม มีตัวแปรที่ต้องศึกษาแบ่งเป็น
• ตัวแปรอิสระ (ต้น) คือต้นเหตุที่สงสัย เป็นตัวแปรที่การทดลองต้องการดูผล มักมีเพียงตัวเดียว
• ตัวแปรตาม คือผลที่เกิดจากตัวแปรต้นที่ต้องสังเกตและบันทึกผลเพื่อเก็บข้อมูลไว้
• ตัวแปรที่ควบคุม คือสิ่งที่กำหนดให้คงที่ขณะทำการทดลอง ช่วยให้ผลของตัวแปรต้นออกจากผลที่เกิดจากปัจจัยอื่น ทำให้ตัดสินใจได้ง่าย
ข้อสรุป (Conclusion) เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมุติฐานมาพิจารณาเพื่อลงข้อสรุป ซึ่งจะทำให้ได้รับความรู้หรือคำตอบเกี่ยวกับปัญหาหรือข้อสงสัยที่มีอยู่
ความรู้ในทางวิทยาศาสตร์ Scientific Knowledge
1. ข้อเท็จจริง (Fact) คือประจักษ์พยามที่สังเกตพบได้โดยตรง มีความเป็นจริงอยู่ในตัวเอง
2. ข้อมูล (Data) คือข้อเท็จจริงแต่ละอย่างที่รวบรวมมาใช้ในการศึกษาตัวปัญหา
3. กฎ (Law) คือหลักการที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล
4. ทฤษฎี (Theory) คือความรู้ที่ได้มาจากสมมุติฐานที่ผ่านการตรวจสอบมาแล้ว จนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปใช้อธิบายได้อย่างกว้างขวาง หรือใช้ทำนายเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อีก
ประเภทของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
1. ปัจจัยทางชีวิภาพ คือปัจจัยที่มีชีวิตซึ่งจะมีอิทธิพบต่อกันในด้านต่างๆ เช่น การบริโภคกันเป็นอาหาร การเกิดโรค การมีปรสิต และความหนาแน่น
2. ปัจจัยทางกายภาพ ได้แก่ แสงสว่าง อุณหภูมิ น้ำ ความชื้น ความกดดัน ดิน
3. ปัจจัยทางเคมี ได้แก่ เกลือแร่ สภาพความเป็นกรดเบส ก๊าซชนิดต่างๆ ในน้ำ และในอากาศ
ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
1. ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือโปรดิสต์ ที่มาอาศัยอยู่ร่วมกันอาจมีปฏิกิริยาต่อกันในรูปแบบใดรูปแบหนึ่งก็ได้ ซึ่งก่อให้เกิดพฤติกรรมทางสังคมแบบต่างๆ ขึ้น
2. ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศหนึ่งๆ ย่อมมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น
ก.การล่าเหยื่อ (Predation) ใช้สัญญลักษณ์ +, - หมายถึงความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ล่า (Predator) และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเหยื่อ (Prey)
ข.ภาวะมีปรสิต (Parasitism) ใช้สัญญลักษณ์ +, - หมายถึงความสัมพันธ์ที่มีฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เบียดเบียนหรือปรสิต และอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ถูกอาศัย (Host)
ค.ภาวะมีการเกื้อกูล (commensalism) ใช้สัญญลักษณ์ +, 0 หมายถึงความสัมพันธ์ที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งได้รับประโยชน์จากอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียผลประโยชน์หรือได้รับประโยชน์แต่อย่างใด
ง.ภาวะมีการย่อยสลาย (Saprophytism) ใช้สัญญลักษณ์ +, 0 เป็นการดำรงชีพที่ผู้ย่อมสลายอินทรีย์สาร ได้แก่ เห็ด รา แบคทีเรีย ที่อาศัยอาหารที่ได้จากการหลั่งสารออกมาย่อยสลายซากพืชสัตว์เหล่านั้น
จ.การได้รับประโยชน์ร่วมกัน (Protocooperation) ใช้สัญญลักษณ์ +, + หมายถึงความสัมพันธ์ในสภาพที่สิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่อยู่ร่วมกันโดยต่างได้รับประโยชน์จากการอยู่ร่วมกันนั้น แต่ตามปกติแล้วไม่จำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน ไม่เป็นสภาพการณ์ผูกมัดประจำ
ฉ.ภาวะที่ต้องพึ่งพา (Mutualism) ใช้สัญญลักษณ์ +, + หมายถึงความสัมพันธ์ที่สิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์จากการอยู่ร่วมกัน และการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งสองนี้ขึ้นแก่กัน ขาดชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ได้ หรือได้ไม่ดีเท่าเมื่ออยู่ร่วมกัน และโดยทั่วไปมักอยู่ร่วมกันแบบสัมผัสกันตลอด
พลังงาน
ปัจจัยสำคัญที่ให้สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันคือ พลังงาน
1.พลังงาน Energy แบ่งออกเป็น
1.1 พลังงานศักย์ (Potential energy) เป็นพลังงานเคมีที่แฝงอยู่ในโมเลกุลของสาร เป็นพลังงานที่สะสมไว้ พร้อมที่จะนำไปใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ ได้ทันทีที่ได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม
1.2 พลังงานจลน์ (Kinetic energy) เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะที่ส่งนั้นทำกิจกรรมต่างๆ มีได้หลายรูปแบบ เป็นพลังงานที่เปลี่ยนมาจากพลังงานศักย์
2.แหล่งกำเนิดพลังงาน
แหล่งกำเนิดพลังงานที่สำคัญของโลก คือ พลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ส่งมาในรูปของพลังงานแสงและพลังงานความร้อน พลังงานแสงจะถูก Autotroph นำมาเปลี่ยนรูปเป็นพลังงานศักย์ สะสมไว้ในสารอาหาร ซึ่งเกิดจากกระบวนการสังเคราะห์แสง แล้วถูกถ่ายทอดไปสู่ผู้บริโภคลำดับต่างๆ ในระบบนิเวศ ในลักษณะของ ห่วงโซ่อาหาร หรือ สายใยอาหาร
บทนำ การวัด และการแปลความหมายข้อมูล

สาระสำคัญ
การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย
1. การศึกษาเชิงคุณภาพ เช่น ลักษณะรูปทรง พื้นผิว ลักษณะเฉพาะต่างๆ
2. การศึกษาเชิงปริมาณ เช่น ความยาว น้ำหนัก อุณหภูมิ

ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มีวิธีการได้มาจาก
1. การสังเกต บันทึก ทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล
2. การสร้างแบบจำลอง

วิทยาศาสตร์ แบ่งการศึกษาตามสาขาวิชาหลัก ได้แก่
1. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เช่น ชีววิทยา
2. วิทยาศาสตร์กายภาพ เช่น ฟิสิกส์ เคมี

การวัด จะต้องประกอบด้วย
1. วิธีการวัดที่ถูกต้อง
2. เครื่องมือวัดที่เหมาะสม
3. ผู้วัด ที่มีความรู้ความสามารถ
4. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
การแสดงผลการวัด ต้องแสดงตัวเลขที่อ่านได้จากเครื่องมือวัดทุกตัวที่สามารถอ่านได้ และเพิ่มค่าที่ปริมาณหรือคาดเดาที่ตัวเลขสุดท้ายอีก 1 ตำแหน่ง

ความรู้เพิ่มเติมที่ต้องระวัง
1. ไม้บรรทัด ใช้วัดงานธรรมดาทั่วไป ละเอียดถึง 1 มิลลิเมตร
2 . เวอร์เนียร์ ละเอียดถึง 0.1 มิลลิเมตร
3. ไมโครมิเตอร์ ละเอียดถึง 0.01 มิลลิเมตร
หน่วยวัด
หน่วยมาตรฐานที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกใช้ เรียกว่า หน่วยระหว่างชาติ ( International System of Units) หรือหน่วยเอสไอ

หน่วยฐาน มีทั้งหมด 7 หน่วย คือ
ปริมาณฐาน ชื่อหน่วย สัญลักษณ์
ความยาว เมตร m
มวล กิโลกรัม kg
เวลา วินาที s
กระแสไฟฟ้า แอมแปร์ A
ปริมาณฐาน ชื่อหน่วย สัญลักษณ์
อุณหภูมิ เคลวิน K
ปริมาณของสาร โมล mol
ความเข้มของการส่องสว่าง แคนเดลา cd

หน่วยอนุพันธ์ หมายถึง หน่วยที่ประกอบด้วยหน่วยฐานต่างๆมาเกี่ยวข้องกัน เช่น
ปริมาณ ชื่อหน่วย สัญลักษณ์
ความเร็ว เมตร/วินาที m / s
ความเร่ง เมตร/วินาที m / s2
แรง นิวตัน N
งาน จูล J
กำลัง วัตต์ W
ความถี่ เฮริตซ์ Hz
ความดัน พาสคาล Pa

คำอุปสรรค หมายถึง ตัวพหุคูณที่ใช้นำหน้าหน่วยต่างๆเพื่อทำหน้าที่ขยายหน่วยนั้นๆเช่น
ตัวพหุคูณ
คำอุปสรรคที่ใช้แทนตัวพหุคูณ
ชื่อ สัญลักษณ์
106 เมกะ M
103 กิโล k
10-1 เดชิ d
10-2 เซนติ c
10-3 มิลลิ m
10-6 ไมโคร &#61549;
10-9 นาโน n

เมื่อทำการวัดข้อมูล และบันทึกข้อมูลแล้ว สามารถจะนำเสนอข้อมูลได้ดังนี้
1. เป็นข้อความ
2. เป็นตาราง
3. เป็นแผนภูมิ หรือ กราฟรูปต่างๆ
กราฟที่ใช้ในวิชาฟิสิกส์ที่ควรทราบ
1. กราฟเส้นตรง มีสมการคือ y = mx + c


m คือ ความชันของกราฟ
c คือ จุดตัดแกน y
2. กราฟไฮเปอร์โบลา มีสมการคือ xy = k

3. กราฟพาราโบลา มีสมการคือ
&#61472;&#61600;&#61600;&#61600;&#61600;&#61600;&#61600;&#61600;&#61600;&#61600;&#61472;&#61543; = kx2+c หรือ &#61539; = ky 2+c

ข้อสังเกต คือ กราฟพาราโบลาแกนกำลังหนึ่ง กราฟจะโค้งอ้อมแกนนั้น




บทที่ 1: แสงอาทิตย์และพลังงาน
สิ่งมีชีวิตบนโลกมนุษย์ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ พืชเป็นผู้รับพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรง และจะเปลี่ยนพลังงานแสงให้กลายเป็นพลังงานเคมีเก็บสะสมไว้ เมื่อมีสัตว์มากินพืชจะก่อให้เกิดการถ่ายทอดพลังงานเหล่านั้นไปสู่สัตว์ การกินต่อกันเป็นทอด ๆ หรือสายใยอาหารจะช่วยก่อให้เกิดการถ่ายทอดและหมุนเวียนพลังงานระหว่างพืช (ผู้ผลิต) , สัตว์ (ผู้บริโภค) และจุลินทรีย์ต่าง ๆ (ผู้ย่อยสลาย)
แสงอาทิตย์ที่ส่งตรงมายังโลกส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของพลังงานความร้อน และพลังงานแสง ส่วนน้อยสะสมอยู่ในรูปพลังงานอื่น ๆ อันได้แก่ เชื้อเพลิงต่าง ๆ เช่น ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เป็นต้น ซึ่งเป็นอินทรีย์สารที่ได้สะสมพลังงานแสงอาทิตย์เอาไว้ เมื่อใช้ไปนาน ๆ เชื้อเพลิงต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีวันที่จะหมดไปได้ ยิ่งในยุคปัจจุบันที่มีอัตราการใช้พลังงานเชื้อเพลิงเหล่านี้สูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เชื้อเพลิงที่มีปริมาณอันจำกัดบนพื้นโลก จึงก่อปัญหา การขาดแคลนขึ้น แหล่งพลังงานทดแทนที่สำคัญ ได้แก่ พลังงานจากแสงอาทิตย์โดยตรง, พลังงานจากกระแสน้ำ, พลังงานใต้ธรณี, พลังงานจากลม ฯลฯ
โลกของเราได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ เพียง 1/2200 ล้านส่วนของพลังงานทั้งหมดที่ดวงอาทิตย์ส่งออกมา และพืชนำพลังงานแสงเพียง 0.1% ของปริมาณแสงสว่างที่โลกได้รับไปใช้ในการสังเคราะห์แสง หากโลกไร้ดวงอาทิตย์โลกจะมืดและเย็นจัดและสิ่งที่มีชีวิตจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไป เนื่องจากขาดสารอาหารและแหล่งพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไป

1.พลังงานจากแสงอาทิตย์
เรามีวิธีทดสอบง่าย ๆ เพื่อให้ทราบว่าแสงอาทิตย์มีพลังงานโดยการใช้แว่นขยายซึ่งเป็นเลนส์นูนรวมแสงอาทิตย์ให้ตกลงบนหัวไม้ขีดไฟ หัวไม้ขีดไฟที่ถูกแสงผ่านตรงจุดรวมแสง (จุดโฟกัส) จะลุกไหม้ติดไฟได้ เนื่องจากได้รับพลังงานความร้อนที่เกิดจากการรวมแสงอาทิตย์ ณ จุดโฟกัส จากการทดสอบนี้ทำให้ทราบได้ว่าดวงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานเพราะมีการส่องแสงและความร้อนออกมา
เราดัดแปลงหลักการรวมแสงไว้ที่จุดจุดหนึ่งนี้ ไปใช้ในการประดิษฐ์ "เซลล์สุริยะ" (Solar cell) โดยใช้แผ่นกระจกหรือแผ่นโลหะสะท้อนแสง รวมแสงไว้ ณ จุด ๆ หนึ่ง ซึ่งจะก่อให้เกิดความร้อนสูงและใช้เป็นแหล่งพลังงานเพื่อดัดแปลงใช้งานอื่น ๆ ได้ต่อไป เช่น ใช้ทำเครื่องใช้ไฟฟ้า , ใช้ทำเครื่องทำน้ำร้อน , ใช้แทนเชื้อเพลิงหุงต้ม ฯลฯ

2. การใช้พลังงานแสงอาทิตย์
เราได้ประโยชน์นานัปการจากแสงอาทิตย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งพอจะสรุปได้ ดังนี้
ทางตรง ทางอ้อม
1. การสังเคราะห์แสงของพืช
พืชสีเขียวมี คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ใช้จับพลังงานแสง เมื่อทำการสังเคราะห์แสงแล้วจะได้ผลิตภัณฑ์หลัก คือ แป้งหรือคาร์โบไฮเดรท, น้ำ และก๊าซออกซิเจน ดังสมการ
CO2 + H 2O
C6 H12O6 + H2O+O2
2. การอ่านหนังสือ
3. การตากผ้าและอาหารให้แห้ง
4. การกลั่นน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด
5. การทำนาเกลือ
6. เซลล์สุริยะ (Solar cell) 1. อาหารที่ได้จากการสังเคราะห์แสง
2. การเกิดเชื้อเพลิง อันได้แก่ น้ำมันดิบ, ถ่านหิน, ถ่านไม้
3. การเกิดฤดูกาล,ลมบกและลมทะเล
4. กังหันลม (อาศัยแรงลมซึ่งเกิดจากอิทธิพลของแสงอาทิตย์)
5. เขื่อนกั้นน้ำ (เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์ ก่อให้เกิดวัฏจักรของน้ำ)

การกลั่นน้ำทะเลให้จืด
เป็นวิธีที่ใช้ผลิตน้ำจืด ในบางพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำจืด โดยใช้ตู้กระจกรับแสงอาทิตย์สะสมไว้จนมีความร้อนมากพอที่จะทำให้น้ำทะเลที่ระเหยกลายเป็นไอขึ้นไปเกาะเต็มฝากระจกแล้วกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ไหลไปรวมกันในที่รองรับ พบมากในประเทศสหรัฐอเมริกา,ฟิจิ,ฮ่องกง,ซานดิเอโก

*รูปภาพ การกลั่นน้ำจืดจากน้ำทะเล


การทำนาเกลือ
เป็นการผลิตเกลือแกง (NaC1) จากน้ำทะเล โดยอาศัยความร้อนจากแสงอาทิตย์ทำให้น้ำทะเลที่สูบเข้ามากักขังไว้ระเหยตัวไป คงเหลือแต่เกลือและของแข็งอื่น ๆ ตดผลึกอยู่ที่พื้นดิน เกลือชนิดนี้เรียกว่า "เกลือสมุทร" มีปริมาณธาตุไอโอดีนสูงป้องกันโรคคอพอกได้
มีเกลืออีกชนิดหนึ่งที่มิได้นำมาจากทะเลแต่ได้จากดินโป่งทางแถบอีสานมีปริมาณไอโอดีนต่ำ เราเรียกว่า "เกลือสินเธาว์" ได้จากการขุดเอาดินมาละลายน้ำหรือฉีดพ่นน้ำลงไปใต้ดินแล้วสูบน้ำที่ละลายเกลือ แล้วขึ้นมาตกผลึกบนพื้นดิน เกลือสินเธาว์ ไม่สามารถป้องกันโรคคอพอกได้ ทางกระทรวงสาธารณสุขจึงนำเกลือชนิดนี้มาเติมไอโอดีนลงไปแล้วจำหน่ายในรูปของ "เกลืออนามัย"
แสงอาทิตย์มีประโยชน์มากมายต่อมนุษย์ แต่ก็มีโทษบางประการที่ควรรู้ อันได้แก่ในแสงอาทิตย์มีรังสีอุลตร้าไวโอเลต (UV) ซึ่งมีสมบัติทำให้ผิวหนังคล้ำและไหม้เกรียม การตากแดดนาน ๆ จะทำให้ผิวได้รับรังสีนี้นานเกินไป ทำให้ผิวไหม้และก่ออาการแพ้ รวมทั้งเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้น ในยามที่ต้องตากแดดนาน ๆ ควรทาครีมกันแดดปกป้องผิว ตามฉลากของผลิตภัณฑ์กันแดดมักจะระบุอัตราการป้องกันผิวจากแดดเป็นจำนวนเท่า เช่น 15 เท่า หมายความว่า เมื่อทาผิวด้วยครีมชนิดนี้แล้วจะทำให้ผิวทนแดดได้นานขึ้นถึง 15 เท่าของเวลาปกติ โดยทั่วไปผิวคนเราทนแดดได้นาน 30 นาที โดยไม่เป็นอันตราย ครีมชนิด 15 เท่า จะทำให้ผิวทนแดดได้นานขึ้น เป็นเวลา 15x30 = 450 นาที หรือ 7 ชั่วโมง

3. อิทธิพลของแสงอาทิตย์ต่อสิ่งแวดล้อม
1. ทำให้เกิดวัฏจักรของน้ำ ดังรูป


2. ทำให้เกิดฤดูกาลต่าง ๆ ลม,พายุ,เมฆหมอกต่าง ๆ ,น้ำค้างแข็ง, รุ้งกินน้ำ ฯลฯ เนื่องจากแสงอาทิตย์ทำให้ผิวโลกมีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลง มีทั้งร้อนและเย็นซึ่งจะส่งผลให้อากาศเกิดการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดลม,พายุ,และฤดูกาลต่าง ๆ
หมอก (Fog) คือ ละอองน้ำเล็ก ๆ ที่เกิดจากการกลั่นตัวของไอน้ำในอากาศใกล้พื้นดินเนื่องจากอุณหภูมิของอากาศลดลงมากจนต่ำกว่าจุดน้ำค้าง ทำให้ไอน้ำเกิดการกลั่นตัวเป็นละอองเล็ก ๆ ซึ่งอากาศสามารถพยุงอยู่ได้ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นละอองน้ำเหล่านี้ก็จะระเหยกลายเป็นไอใหม่ ทำให้หมอกหายไป หมอกมักเกิดยามเช้ามืด ในขณะลมสงบ ในฤดูหนาว หรือ ฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน
น้ำค้าง (Dew) คือ หยดน้ำที่เกิดจากการกลั่นตัวของไอน้ำ ในเวลาดึก ๆ หรือใกล้รุ่ง ซึ่งมีอุณหภูมิลดต่ำลงมาก มักพบตามต้นไม้ ใบหญ้า กิ่งไม้ และพื้นดิน
น้ำค้างแข็ง เกิดได้ เมื่ออากาศใกล้พื้นดินมีอุณหภูมิลดต่ำลงกว่าจุดเยือกแข็ง ทำให้ไอน้ำในอากาศแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
ลม (wind) คือการเคลื่อนที่ของอากาศ เนื่องจากเกิดความแตกต่างของอุณหภูมิหรือความกดอากาศระหว่าง 2 บริเวณ โดยทั่วไปลมจะพัดจากที่เย็นกว่าไปสู่ที่ร้อนหรือพัดจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูง (ความหนาแน่นมาก) เข้าสู่บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ (ความหนาแน่นน้อย) เราจำแนกลมออกได้หลายชนิดตามสถานที่ที่เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิ ดังนี้
ลมบกลมทะเล (Land and Sea Breeze)
ลมบก คือ ลมที่พัดจากชายฝั่งออกสู่ทะเล เกิดในเวลากลางคืน
ลมทะเล คือ ลมที่พัดจากทะเลเข้าหาฝั่ง เกิดในเวลากลางวัน
สาเหตุ : ในยามกลางวันพื้นดินร้อนระอุกว่าพื้นน้ำ อากาศเหนือพื้นดินที่ร้อนกว่าจะลอยตัวสูงขึ้นอากาศบริเวณผิวน้ำจะลอยตัวเข้ามาแทนที่ ในยามกลางคืน พื้นน้ำคายความร้อนได้ช้ากว่าพื้นดินจึงมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นดิน อากาศบริเวณผิวน้ำจะลอยตัวสูงขึ้น อากาศเหนือพื้นดินจะพัดเข้ามาแทนที่
ลมภูเขาและหุบเขา (Mountain and Valley Winds) เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างสันเขา (ยอดเขา) และหุบเขา
ลมภูเขา พัดจากสันเขาไปสู่หุบเขา เกิดตอนกลางคืน เนื่องจากบริเวณสันเขาที่อยู่สูงกว่าเย็นเร็วกว่าหุบเขา จึงมีลมพัดลงจากยอดเขาสู่หุบเขา
ลมหุบเขา พัดจากหุบเขาไปสู่สันเขา เกิดตอนกลางวัน เนื่องจากบริเวณหุบเขาเบื้องล่างจะมีอุณหภูมิต่ำกว่ายอดเขา จึงมีลมพัดไปตามความสูงของสันเขา

3. ทำให้เกิดกลางวัน - กลางคืน เนื่องจากโลกของเรามีลักษณะค่อนข้างกลมเมื่อ โลกหมุนรอบตัวเอง และหมุนตามวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ พื้นผิวโลกไม่ได้รับความร้อนเท่ากันหมดอย่างทั่วถึง บริเวณที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์สามารถรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ได้เป็นเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนคือบริเวณที่ไม่ได้รับพลังงานแสงอาทิตย์
4. ทำให้เกิดกระแสน้ำอุ่น-น้ำเย็น เนื่องจากบริเวณเส้นศูนย์สูตรร้อนกว่าขั้วโลกน้ำในบริเวณนี้ร้อนกว่าและมีความหนาแน่นน้อยกว่าจึงลอยตัวขึ้นสู่ที่สูง น้ำในแถบขั้วโลกเย็นกว่าและมีความหนาแน่นมากจะไหลเข้ามาแทนที่ น้ำในมหาสมุทรทั่วทั้งโลกต่อถึงกันหมด จึงก่อให้เกิดกระแสน้ำอุ่นไหลจากบริเวณศูนย์สูตรขั้วโลก และกระแสน้ำเย็นไหลจากขั้วโลกสู่บริเวณศูนย์สูตร
5. ทำให้เกิดลูกเห็บ ลูกเห็บเกิดจากเมฆในระดับสูง ๆมีความเย็นจัดจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งเล็ก ๆ หล่นลงมา และขณะที่หล่นก็จับตัวกันจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้นดินเบื้องล่าง และขณะที่ลูกเห็บตกผ่านชั้นบรรยากาศ มีบางส่วนที่ระเหยตัวกลายเป็นไอ ทำให้ลูกเห็บที่ตกลงสู่พื้นดินมีขนาด เล็ก มักพบในแถบอีสานและภาคกลางของไทยเรา และมักจะมาพร้อมกับพายุในฤดูร้อน ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม

4. แสงอาทิตย์มีผลต่อปฏิกิริยาเคมีอย่างไร
1. สารเคมีหลายชนิดว่องไวต่อแสง เมื่อถูกแสงจะทำปฏิกิริยาต่อแสงและทำให้มีสมบัติที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ซิลเวอร์คลอไรด์ (AgCl), ซิลเวอร์ไนเตรต (AgNO3) ซิลเวอร์โบรไมด์ (AgBr) , โปตัสเซียมไอโอไดด์ (KI), ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) ทิงเจอร์ไอโอดีน , กรดไนตริกเข้มข้น ฯลฯ จึงจำเป็นต้องเก็บสารเหล่านี้ไว้ในที่มืด หรือในภาชนะทึบแสง เช่น ขวดสีชา, พวกฟิล์ม, กระดาษอัดรูป ขณะยังไม่ใช้งานต้องเก็บในที่มืด เนื่องจากมี AgCl และ AgBr ฉาบอยู่ เมื่อถูกแสงจะใช้งานไม่ได้ต่อไป
สมการเคมี การเกิดอะตอม ขาวขุ่น 2 ชนิด ของ AgCl และ AgBr ที่ควรจดจำ
1.1 NaCl + AgNO3 AgCl(s) + NaNO3
- เมื่อไม่ถูกแสง AgCl มีสีขาวขุ่น เมื่อถูกแสงจะเปลี่ยนสีขาวขุ่น สีเทาแกมม่วง
1.2 KBr + AgNO3 AgBr(s) + KNO3
- เมื่อไม่ถูกแสง AgBr มีสีขาวขุ่น เมื่อถูกแสงจะเปลี่ยนสีขาวขุ่น สีน้ำตาลแกมดำ
2. แสงอาทิตย์ทำให้เกิดการสังเคราะห์แสง (PHOTOSYNTHESIS) ของพืชดังสมการ
6CO2 + 6H2O C6H12O6 + 602
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ เป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างอาหารของพืชโดยมีแสงเป็นตัวให้พลังงาน สีเขียวของคลอโรฟิลล์ เป็นตัวจับพลังงานแสง อาหารที่สั่งเคราะห์ได้คือ น้ำตาลกลูโคส ซึ่งจะถูกเปลี่ยนไปเก็บสะสมในรูปของสารประกอบคาร์โบไฮเดรทต่อไป

5. เชื้อเพลิง
เชื้อเพลิง คือ สารที่เผาไหม้แล้วจะให้พลังงานความร้อนออกมา แบ่งออกได้เป็น 3 สถานะ คือ ก๊าซ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ของเหลว เช่น แอลกอฮอล์ น้ำมันปิโตรเลียม ของแข็ง เช่น ถ่านหิน ถ่านไม้
ปิโตรเลียม หมายรวมถึง ก๊าซธรรมชาติ, น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว
ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม หมายถึง ผลพลอยได้จากการกลั่นปิโตรเลียม เช่น ยาฆ่าแมลง, พลาสติก, ไนลอน, ยางเทียม, ฟิล์ม, พาราฟิน, ขึ้ผึ้ง, ยางมะตอย, ผงซักฟอก ฯลฯ
ปิโตรเลียมได้จากอิทธิพลของดวงอาทิตย์ทางอ้อม โดยยึดหลักที่ว่าพลังงานจากแสงอาทิตย์ยังสะสมในซากพืชซากสัตว์และจะเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงพลังงานสูงได้ ดังแผนภา
การเกิดน้ำมันปิโตรเลียม ดังนี้

สารประกอบต่าง ๆ ในปิโตรเลียม สามารถแยกออกจากกันโดยใช้ความร้อนเพราะสารประกอบแต่ละชนิดมีจุดเดือดต่างกัน สารที่มีจำนวนอะตอมของ C น้อย มีจุดเดือดต่ำกว่าสารประกอบที่มี C จำนวนมากกว่า ด้วยเหตุนี้เราจึงใช้ "การกลั่นลำดับส่วน" ช่วยแยกสารชนิดต่าง ๆ ออกจากกันในปิโตรเลียมเนื่องด้วยเป็นวิธีการแยกสารที่อาศัยจุดเดือดต่างกัน โดยเราจะให้ความร้อนกับสารประกอบหลาย ๆ ชนิดที่ปนกันอยู่ เมื่อถึงจุดเดือดของสารประกอบใด สารนั้นก็จะกลายเป็นไอ แยกออกไปและนำไปกระทบกับความเย็นก็จะกลั่นตัวเป็นหยดของเหลวกลับคืนมา การแยกสารด้วยวิธีนี้ จะทำให้ได้สารที่มีจุดเดือดต่ำแยกออกมาก่อน และสารที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกันออกจากกันได้

*สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแยกสถานะตามจำนวนคาร์บอนได้ดังนี้
คาร์บอน 1 - 4 อะตอม เป็นก๊าซ เช่น CH4 (มีเทน) , C2H6 (อีเทน) C3H8 (โพรเทน) C4H10 (บิวเทน)
คาร์บอน 5 - 25 อะตอม เป็นของเหลว เช่น C6H14 (สารเหลวเฮกเซน)
คาร์บอน 26 - 38 อะตอม เป็นครึ่งแข็งครึ่งเหลว
คาร์บอนมากกว่า 38 อะตอมขึ้นไป เป็นของแข็ง

Octane Number คือ การกำหนดคุณภาพของน้ำมันเบนซิน ว่ามีสมบัติเหมือนมี Isooctane อยู่กี่เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นเฮปเทน เช่น น้ำมันเบนซินชนิด ออกเทนนัมเบอร์ 70 เปรียบเหมือนมีไอโซออกเทน 70% และเฮปเทนอีก 30% น้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงเป็นน้ำมันคุณภาพสูง และสำหรับน้ำมันที่มีค่าออกเทนนัมเบอร์ต่ำ จะทำให้มีค่าออกเทนนัมเบอร์สูงขึ้นได้ด้วยการเติม เตตระเอธิลเลด [(C2H5) 4Pb] ลงไป และเติมได้คลอไรด์อีเทน, ไดโบรโมอีดเทนลงไปแต่มีผลเสียคือ ทำให้มี ไอตะกั่ว มากขึ้น ซึ่งขับออกทางท่อไอเสียรถยนต์ เป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม
น้ำมันเบนซิน (Petrol) ใช้กับเครื่องยนต์ก๊าซโซลีน มีสภาพเป็นของเหลว ที่มีจำนวนคาร์บอนตั้งแต่ 10 ลงมาจนถึง 5 อะตอมอยู่ในโมเลกุล ได้แก่ Decane, Nonane, Octane, Heptane, Hexane, Pentane
น้ำมันดีเซล ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล สำหรับในบ้านเราใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาในปริมาณมากกว่าน้ำมันชนิดอื่น ๆ เพราะใช้กับเครื่องยนต์หลายประเภท ทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการคมนาคม
ก๊าซธรรมชาติเป็นของผสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลาย ๆ ชนิด ซึ่งอยู่ในสภาพก๊าซ แต่ส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน (CH4) ซึ่งได้จากการหมักมูลวัว ควาย สุกร ใช้จุดตะเกียง หุงต้ม หรือผลิตกระแสไฟฟ้า
L.N.G. (Liquefied Natural Gas) ก๊าซธรรมชาติเหลว ประกอบด้วยมีเทน, อีเทน, โพรเพน, และบิวเทน อยู่ปนกัน พบใต้ผิวโลกลึก ๆ นิยมใช้เป็นก๊าซหุงต้ม ซึ่งจะอยู่ในสภาพเหลว โดยใช้ความดันสูงอัดก๊าซธรรมชาติลงในถัง เมื่อจะใช้ก็เปิดถังออกทีละน้อย ความดันภายในถังจะลดลง และก๊าซเหลวจะกลายเป็นก๊าซไหลไปตามท่ออีกครั้งหนึ่ง
ไอเสียรถยนต์ เป็นส่วนผสมของก๊าซหลายชนิดปนกัน ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO2) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2), ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)
ก๊าซชีวภาพ (Biogas) คือก๊าซมีเทนนั่นเอง ได้จากการหมักมูลสัตว์ไว้ในบ่อจนเกิดการย่อยสลายและต่อท่อน้ำก๊าซไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ

*ถ่านหินและหินน้ำมัน
ถ่านหินและหินน้ำมัน ได้จากพลังงานแสงอาทิตย์ทางอ้อม เช่นเดียวกับปิโตรเลียม กล่าวคือ ถ่านหิน ก็คือซากพืชที่ทับถมอยู่ใต้ดินเป็นเวลาล้าน ๆ ปี
ถ่านหินแบ่งออกได้ 4 ชนิด คือ
1. พีท (ให้ความร้อนน้อยที่สุด เนื่องจากมีปริมาณ C น้อยที่สุด)
1. ลิกไนต์
1. บิทูมินัส
1. แอนทราไซด์ (ให้ความร้อนมากที่สุด เนื่องจากมีปริมาณ C มากที่สุด)
ในประเทศไทยพบถ่านหินมากที่สุดจังหวัดลำปาง ,ลำพูน, กระบี่ ซึ่งเป็นชนิดลิกไนต์ทั้งสิ้น ในแถบจังหวัดลำพูนและที่แม่สอด (จ.ตาก) ยังพบหินน้ำมันหรือ kerogen ซึ่งมีลักษณะคล้ายยางที่อมน้ำมันไว้จนชุ่ม ยืดหยุ่นได้ มีสีน้ำตาล และนำไปสกัดน้ำมันออกได้ที่อุณหภูมิสูง
เกิดหินน้ำมัน คล้ายกับถ่านหินและปิโตรเลียม คือ เกิดจากการทับถมของซากพืช ซากสัตว์ในแหล่งน้ำใหญ่ ๆ ทะเล จนกลายเป็นน้ำมันแล้วจะซึมเข้าไปในหิน หรือดินเหนียว ดินตะกอน ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง
การเผาไหม้หินน้ำมัน อาจก่อมลพิษแก่สิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากในหินมีธาตุซัลเฟอร์เมื่อเผาแล้วจะเกิดก๊าซซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ (SO3) ซึ่งเป็นอันตรายต่อทางเดินหายใจและอาจกัดกร่อนโลหะได้
ถ่านไม้และฟืน ได้จากการเผาไหม้ในที่ซึ่งอากาศเข้าไม่ได้ ถ้าอากาศเข้าไปได้จะได้ขี้เถ้าแทนที่จะได้ถ่าน
ถ่านโค้ก (Coke) ได้จากการกลั่นสลายลิกไนต์ ทำให้ได้ลิกไนต์ค่อนข้างบริสุทธิ์ติดไฟและไม่ค่อยเกิดควัน มีเถ้าเล็กน้อย ให้พลังงานสูง
เมธิลแอลกอฮอล์ หรือเมธานอล (CH3OH) ได้จากการกลั่นสลายไม้ ใช้เป็นเชื้อเพลิงตะเกียงแอลกอฮอล์ มักใส่สีไว้ในสารละลาย รับประทานไม่ได้
เอธิลแอลกอฮอล์ หรือเอธานอล (C2H5OH) ได้จากการหมักคาร์โบไฮเดรทโดยมียีสต์เป็นคะตะลิสต์ ดังสมการ
C6H12O6 ยีสต์ 2C2H5OH + 2CO2
เอธานอลรับประทานได้ มักใช้เป็นส่วนผสมในเหล้า, ข้าวหมัก, อาหารต่าง ๆ ฯลฯ

6. พลังงานนิวเคลียร์
โครงสร้างของอะตอม
1. โปรตอน (P) คือประจุบวก อยู่ในนิวเคลียส มีมวลใกล้เคียงนิวตรอน
2. นิวตรอน (N) คือประจุเป็นกลาง อยู่ในนิวเคลียสร่วมกับโปรตอน
3. อิเล็คตรอน (e) คือประจุลบ มีมวลน้อยที่สุด วิ่งวนรอบ ๆ นิวเคลียส มีประจุจำนวนเท่ากับของโปรตรอน จึงทำให้อะตอมมีสภาวะเป็นกลาง อิเล็คตรอนเป็นตัวทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ อาทิ ไฟฟ้าสถิต, ไฟฟ้ากระแส, การดูดกลืนและคายรังสี ฯลฯ
- เลขมวล (Mass number) คือตัวเลขแสดงจำนวนโปรตอนรวมกับนิวตรอน ( P+N )
- เลขอะตอม (Atomic Number) คือตัวเลขแสดงจำนวนโปรตอนในนิวเคลียส (ซึ่งจะเท่ากับจำนวนอิเล็กตรอนด้วย)
- ไอโซโทป (Isotope) คือธาตุชนิดเดียวกัน ที่มีจำนวน P เท่ากัน แต่มีจำนวนนิวตรอน (N) ต่างกัน หรือธาตุชนิดเดียวกันที่มีเลขอะตอมเท่ากัน แต่มีเลขมวลต่างกัน

*สารกัมมันตรังสี
หมายถึง ธาตุที่สามารถปล่อยรังสีออกมา เนื่องจากธาตุนั้นไม่อยู่ตัว (ไม่เสถียร) จึงมีการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียส เพื่อให้ธาตุอยู่ตัว (เสถียร) โดยการปล่อยรังสีออกไป เช่น เรเดียม, ยูเรเนียม, ทอเรียม ฯลฯ
ชนิดของรังสี
ชนิดของรังสี สัญลักษณ์ ประจุ ชนิดของอนุภาค วัสดุที่กั้นรังสีได้
อัลฟา

เบตา
แกมมา &#61537;

&#61538;
&#61543; บวก

ลบ
ไม่มีประจุ นิวเคลียสของฮีเลียม


อิเล็คตรอน
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า กระดาษหนา 0.02 mm

ไม้หนา 0.5 c.m
คอนกรีตหนา,ตะกั่วหนา
ก. รังสีแอลฟา ( &#61537;-Ray) เบี่ยงเบนเข้าหาขั้วลบ เพราะตัวมันมีประจุบวก มีน้ำหนักมาก เพราะประกอบด้วยโปรตอน และนิวตรอนอย่างละ 2 อนุภาค มักเรียกรังสีนี้ว่า อนุภาคอัลฟา เพราะเป็นนิวเคลียสของฮีเลียม (ธาตุฮีเลียม สูญเสียอิเล็คตรอนไป 2 ตัว จึงเหลือแต่นิวเคลียส) เนื่องจากมวลมากทำให้เบี่ยงเบนได้น้อย และอำนาจในการทะลุทะลวงต่ำ
ข. รังสีเบตา (&#61538; - Ray) เบี่ยงเบนเข้าหาขั้วบวกเพราะตัวมันเป็นลบ เป็นการเคลื่อนที่ของอิเล็คตรอนพลังงานสูงพุ่งออกจากนิวเคลียส มีน้ำหนักน้อยมาก จึงมีแรงทะลุหนัก
ค. รังสีแกมมา (&#61543; - Ray) เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่มีประจุ จึงมีแรงทะลุทะลวงสูงมาก และไม่เกิดการเบี่ยงเบนเข้าหาขั้วใด ๆ เนื่องจากรังสีนี้มิใช่อนุภาค จึงไม่มีน้ำหนัก
การตรวจสอบรังสี
เครื่องตรวจสอบรังสีมีหลายชนิด ได้แก่
ก. ชนิดแผ่นฟิล์ม ภายในมีฟิล์มบรรจุอยู่ เมื่อถูกกระทบด้วยรังสี จะมีลายขาวดำปรากฎขึ้น มักใช้ติดไว้ที่เสื้อผ้า, เครื่องแต่งกาย
ข. ชนิดไกเกอร์เคาน์เตอร์ ใช้หลักการให้รังสีผ่านเข้าไปในก๊าซที่มีความดันต่ำ ทำให้ก๊าซนำไฟฟ้าได้มากหรือน้อยต่างกันแล้วแต่ปริมาณรังสี
ค. ชนิดโดซิมิเตอร์ มีขนาดเล็ก ใช้เสียบติดกระเป๋าเสื้อคล้ายปากกา แต่ไม่เหมาะสำหรับประเทศที่มีความชื้นสูง เช่น ประเทศไทย
ทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม
ในการนำทรัพยากรธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ โดยส่วนใหญ่ต้องนำปรับปรุง หรือแปรสภาพก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยี เครื่องจักรกล ผลิตเป็นสินค้าและหารายได้จากการผลิตสินค้านั้น เราเรียกทรัพยากรนี้ว่า วัตถุดิบ
อุตสาหกรรมแบ่งตามขนาดได้ 3 ขนาด ดังนี้
1. อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (อุตสาหกรรมหนัก) ใช้คนงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ใช้เครื่องจักรจำนวนมาก เงินลงทุนสูง
2. อุตสาหกรรมขนาดกลาง (อุตสาหกรรมขนาดย่อม) ใช้แรงงานไม่เกิน 50 คน ไม่ใช้เครื่องจักรกล หรือถ้าใช้เครื่องจักร ก็จะใช้คนงานไม่เกิน 20 คน
3. อุตสาหกรรมขนาดเล็ก (อุตสาหกรรมในครัวเรือน) ใช้แรงงานในครอบครัว อาศัยเครื่องจักรจำนวนเล็กน้อย หรือไม่ใช้เลย
แบ่งตามลักษณะได้ 2 ลักษณะ ดังนี้
1. อุตสาหกรรมบริโภค เช่น อาหารกระป๋อง,การประมง, น้ำตาลทราย,การสีข้าว
2. อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค ได้แก่ ปูนซิเมนต์,โรงเลื่อย, การโรงแรม
แบ่งตามลักษณะการผลิต แบ่งเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้
1. อุตสาหกรรมที่ 1 คือการผลิตเพื่อนำไปเป็นวัตถุดิบ เช่น เหมืองแร่ , ประมง, การเกษตร
2. อุตสาหกรรมที่ 2 เป็นการนำผลิตผลจากอุตสาหกรรมที่ 1 ไปเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าสำเร็จรูป
3. อุตสาหกรรมที่ 3 เป็นอุตสาหกรรมเพื่อการบริการต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังแบ่งตามกรรมวิธีดังนี้
1. อุตสาหกรรมจากธรรมชาติ (Extractive Industry) เป็นการสกัด,แยก หรือนำเอาทรัพยากรมาดัดแปลง เช่น การประมง, การป่าไม้, การสกัด ถลุง ฯลฯ
2. อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing Industry) คือการนำวัตถุดิบจากสกัดจากธรรมชาติมาผลิต เช่นการผลิตกระดาษ, เสื้อผ้า การทำเครื่องจักร ฯลฯ
3. อุตสาหกรรมขนส่ง (Transporting Industry) เป็นการนำสินค้าสำเร็จรูปไปสู่ผู้อุปโภคบริโภคเช่น การรถไฟ, การเดินอากาศ,การเดินเรือ
4. อุตสาหกรรมการบริการ (Service Industry) เป็นการให้บริการแก่ลูกค้า เช่น การท่องเที่ยว การโรงแรม ฯลฯ
ความสำคัญของอุตสาหกรรมที่มีต่อเศรษฐกิจและสังคม
1. ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างคุ้มค่า
2. ช่วยส่งเสริมให้คนมีงานทำ
3. ทำให้คนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น อยู่ดีกินดีมากกว่าเดิม
4. ฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น
5. เพิ่มพูนกำลังอำนาจของประเทศมากขึ้น
องค์ประกอบของอุตสาหกรรม
1. คน (แรงงาน)
2. วัสดุ (วัตถุดิบ)
3. ทุนทรัพย์
4. เครื่องจักร
5. การจัดการ (Management) หรือการบริหารงานในโรงงาน

ทรัพย์จากดิน

ดิน (soil) เป็นทรัพยากรธรรมชาติชนิดหมุนเวียน เกิดจากการผุพังของหินและการทับถมของซากพืชซากสัตว์ เป็นเวลานาน สามารถใช้เพาะปลูกได้ เป็นภาชนะต่าง ๆ เราแบ่งดินออกเป็น 2 ชนิดคือ
1. ดินชั้นบน (Topsoil) มีความอุมสมบูรณ์ ประกอบด้วย สารอินทรีย์ ฮิวมัสและเกลือแร่ต่าง ๆ
2. ดินชั้นล่าง (Subsoil) ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่พืชต้องการ
นอกจากนี้ยังแบ่งตามลักษณะเนื้อดินได้ดังนี้
1. ดินหยาบ หมายถึงดินที่ประกอบด้วยกรวด,ทราย มีขนาดต่าง ๆ กันเช่นดินเหนียวปนทราย, ดินร่วนปนทราย, กรวดทราย ไม่อุ้มน้ำ เพราะเนื้อดินมีขนาดอนุภาคใหญ่
2. ดินละเอียด เป็นดินที่มีขนาดอนุภาคเล็ก ได้แก่ ดินเหนียว ดินร่วน ดินโคลน
ฮิวมัส (Humus) เป็นสารที่เกิดจากการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์โดยจุลินทรีย์ มีสีดำ หรือน้ำตาลเข้ม มีลักษณะร่วนซุย เก็บความชื้นได้ดี มีช่องว่างระหว่างอนุภาคทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
พืชบางชนิดชอบขึ้นในลักษณะดินที่มีการอุ้มน้ำแตกต่างกัน เช่น ต้นกระบองเพชร ชอบขึ้นในทราย ต้นข้าวบางชนิดชอบขึ้นในดินเหนียว
ประโยชน์ของดิน สามารถใช้ในด้านอุตสาหกรรม การเพาะปลูก ป่าไม้ การเลี้ยงสัตว์และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ การทำเครื่องปั้นดินเผา
เครื่องปั้นดินเผา การทำเครื่องปั้นดินเผา ทำโดยการให้ความร้อนแก่ "ดินเหนียวเนื้อละเอียด" จนสูงถึงขั้นหนึ่ง ดินจะกลายเป็นของแข็ง และไม่เหนียว มีสีต่าง ๆ ขึ้นกับแร่ การเคลือบดินเผาจะใช้น้ำยาที่มีส่วนผสมของซิลิเกต ปั้นรวมกับเนื้อดินให้เป็นเนื้อเดียวกับกับออกไซด์ของโลหะในดินเพื่อให้เกิดสี ดินเหนียวเผาธรรมดาจะมีรูพรุน ไม่เรียบมัน แต่ดินเหนียวที่เคลือบไว้ก่อนนำไปเผาจะเรียบ มันวาว คล้ายผิวของแก้ว อุปกรณ์สำคัญในการทำเครื่องเคลือบคือเตาเผา เตาเผาที่ดีจะต้องประหยัดเชื้อเพลิง แต่ให้อุณหภูมิสูง ปรับควบคุมอุณหภูมิที่ต้องการได้ แหล่งวัตถุดิบในการผลิตได้แก่
ดินเหนียว
เฟลด์สปาร์
หินควอร์ตซ์
ดินขาว จาก ปทุมธานี, ราชบุรี, นครราชสีมา, นนทบุรี
จาก ชลบุรี,ลำปาง,สุโขทัย
จาก เชียงใหม่, ลพบุรี, กำแพงเพชร, ปราจีนบุรี, ระยอง, จันทบุรี
จาก ชลบุรี, สวรรคโลก, สุโขทัย, ลำปาง
การทำเครื่องปั้นดินเผาในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่ยังเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน และขนาดย่อม
การอนุรักษ์ดิน
1
2
3
4. เพิ่มปุ๋ย หมั่นพรวนดิน
ปลูกพืชหมุนเวียน จำพวกพืชตระกูลถั่ว เพื่อเพิ่มไนโตรเจน
ปลูกพืชตามหลักกสิกรม
ปลูกพืชคลุมดิน เพื่อบำรุงรักษาหน้าดิน
การนำหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์มาถมที่ดิน จัดเป็นการใช้ดินที่ไม่ถูกประโยชน์เต็มที่

แก้ว

แก้ว คือของแข็งที่ได้จากการเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วของของเหลว โดยไม่มีการตกผลึก แบ่งออกเป็น
1. แก้วธรรมชาติเช่น
- ออบซิเดียม ได้จากภูเขาไฟ มีสีดำ, น้ำตาลอ่อน, เทาหรือเหลือง
- ซิลิกา พบตามทะเลทรายมีสีเหลืองอมเขียวใบไม้
- เทกต์ไทต์ พบตามลุ่มน้ำ หรือเกาะบางแห่ง มีสีเขียวใบไม้ สีเขียวดำ มีลักษณะเป็นหยดน้ำ ปลายงอนแหลม รูพรุน ไทยเรียก "มณีหยาดฟ้า"
2. แก้ววิทยาศาสตร์ ที่ใช้กันมากได้แก่
- แก้วธรรมดา มีปริมาณซิลิคอนไดออกไซด์ (SiO2) ประมาณ 65-70%
- แก้วทนไฟ มีปริมาณซิลิคอนไดออกไซด์ (SiO2) ประมาณ 80%
- แก้วควอร์ตซ์ มีปริมาณซิลิคอนไดออกไซด์ (SiO2) สูงถึง 100% ทนความร้อน กรด-เบสได้ดี นิยมใช้ทำอุปกรณ์วิทยาศาสตร์
แก้วที่มีเนื้อหนาและละเอียดจะทนความร้อนได้ดีกว่าแก้วที่มีเนื้อหยาบและมีฟองอากาศในเนื้อแก้ว เนื่องจากเนื้อแก้วที่มีฟองอากาศถูกความร้อนจะขยายตัวไม่เท่ากัน ทำให้แตกได้
ทรายที่ใช้ผลิตแก้ว ถ้ามีซิลิคอนไดออกไซด์ในอัตราสูง จะผลิตแก้วคุณภาพดี ทรายที่ดีมักอยู่ที่ ระยอง, สงขลา, นราธิวาส
โดยปกติ แก้วจะไม่มีสี หากตองการเติมสีบางสี ทำโดยการเติมออกไซด์ของโลหะบางชนิดเช่น
ขวดสีชา, น้ำตาล เนื่องจากเติมแมงกานีสออกไซด์
แก้วสีเขียว เนื่องจากเติมคอปเปอร์ออกไซด์
แก้วสีน้ำเงิน เนื่องจากเติมโคบอลท์ออกไซด์
แก้วสีน้ำตาลแดง เนื่องจากเติมเหล็กออกไซด์
การผลิตแก้ว นิยมโดยการนำเอาส่วนผสมต่าง ๆ คลุกรวมกัน เข้าเตาหลอมที่อุณหภูมิ 1500 oC ขึ้นไป แก้วจะอ่อนตัวเปลี่ยนรูปร่างได้ที่อุณหภูมิสูง และแข็งตัวที่อุณหภูมิต่ำ
ถ้าอุณหภูมิข้างนอกเย็นกว่าข้างในจะทำให้แก้วแตกร้าวได้ง่าย วิธีการผลิตแบ่งเป็น 3 วิธีคือ
1. การเป่าแก้ว ต้องใช้ความชำนาญของช่างสูง แต่จะได้แก้วละเอียด สวยงาม
2. การหล่อแก้ว ประหยัดเวลาและเงินมากกว่าการเป่า แต่แก้วที่ได้ไม่สวยงามมากนัก
ปัจจุบัน มีการผลิตแก้วในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ จึงมีการผลิตตามการใช้งานเช่น
กระจกรถยนต์, กระจกประตู ต้องแข็งเป็นพิเศษ เมื่อแตกออกต้องไม่มีเหลี่ยมคม ไม่ปลิวกระจาย การผลิตทำโดยการพ่นลมเย็นใส่แก้วที่ร้อนจัด เพื่อให้แข็งตัวเร็ว มีแรงยึดเพิ่มขึ้นและมีการทากาวสังเคราะห์พวกเซลลูลอยด์ยึดกระจก
กระติกน้ำร้อนและน้ำเย็น มีการยืดและหดตัวได้น้อย ใช้โบรอนผสมในเนื้อแก้วด้วยความร้อน ตัวกระติกทำด้วยแก้ว 2 ชั้น ระหว่างชั้น ฉาบด้วยเงิน ดูดอากาศออก แล้วหลอมให้เชื่อมติดกัน
กระจกแว่นตาชนิดปรับสีเข้มตามความเข้มของแสง ใช้แก้วที่ผสมผลึกซิลเวอร์คลอไรด์ หรือซิลเวอร์โบรไมด์ หรือ ซิลเวอร์ไอโอไดต์ ซึ่งไวต่อแสง
ทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรม
ทรัพยากร-สมบัติของชาติ
ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่ได้มาจากธรรมชาติ และมนุษย์สามารถนำไปใช้ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น น้ำ,ดิน,แร่ธาตุ, แสงอาทิตย์, ถ่านหิน, ป่าไม้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ใหญ่ ๆ คือ
1. ทรัพยากรชนิดสิ้นเปลือง หรือใช้แล้วหมดไป เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้ หรือถ้าสร้างก็ใช้เวลานานนับร้อยพันปี เช่น แร่ธาตุ, น้ำมันดิบ, ถ่านหิน
2. ทรัพยากรชนิดใช้แล้วไม่หมดไป หรือทรัพยากรหมุนเวียน เป็นทรัพยากรที่เมื่อใช้หมดแล้วยังสามารถนำมา สร้างใหม่ได้โดยธรรมชาติ หรือมนุษย์ เช่น ป่า,น้ำ, พืช, สัตว์, คน, ดิน ฯลฯ
ปัจจุบัน ทรัพยากรทั้งสองชนิดกำลังจะหมดไป แม้กระทั่งทรัพยากรหมุนเวียน ทั้งนี้เนื่องจากขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจังจากทุกฝ่าย
การอนุรักษ์ทรัพยากรเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างประหยัด และคุ้มค่าต่อผลประโยชน์ที่จะได้รับ ถ้าทุกคนปฏิบัติตามหลักการอนุรักษ์ธรรมชาติแล้ว จะทำให้สามารถใช้ทรัพยากรได้นาน มีใช้หมุนเวียนตลอดไป
ประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง เราอาจจำแนกได้เป็นภาค ๆ ได้ดังนี้
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ภาคใต้ มีป่าไม้มากที่สุด มีแร่จำพวกสังกะสี, ฟลูออไรด์, พลวง ถ่านหิน
มีฟลูออไรด์, พลวง, เหล็ก, ทองแดง, ป่าโปร่ง
มีป่าไม้จำพวกป่าแดง, ป่าแพะ เกลือสินเธาว์, เกลือหิน
ป่าชายเลน, ป่าดงดิบ, แร่ดีบุก, ทังสเตน, ฟลูออไรด์

สินจากแร่
ในประเทศไทย แร่ที่ทำรายได้มากที่สุดได้แก่ ดีบุก ตะกั่ว พลวง ยิปซั่ม ตามลำดับ สินแร่แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทด้วยกันคือ
1
2
3
4. สินแร่โลหะ
สินแร่อโลหะ
สินแร่รัตนชาติ
สินแร่เชื้อเพลิง
แร่โลหะ มักพบในรูปสารประกอบ เช่น สารประกอบ ซัลไฟด์, ออกไซด์ คาร์บอเนตหรือเป็นธาตุอิสระ เช่น เงิน ทองคำ พลาตินัม
สินแร่ โลหะที่ได้จาก
สินแร่ โลหะที่อยู่ในรูป
สารประกอบ จังหวัดที่พบ
แคสสิเทอร์ไรด์ ดีบุก ออกไซด์ เชียงใหม่, ลำปาง, เชียงราย, ตาก, กาญจนบุรี, เพชรบุรี, ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต
กาลีนา ตะกั่ว ซัลไฟด์ เชียงใหม่, เพชรบูรณ์, เลย, แพร่, กาญจนบุรี
เฮมาไตด์
ซิเดอร์ไรด์ เหล็ก คาร์บอเนต, ออกไซด์ นครสวรรค์, ลพบุรี, ชลบุรี, จันทบุรี, นครศรีธรรมราช, กระบี่
วุลแฟรมไมท์ซีไลท์ ทังสะเตน ออกไซด์ เชียงใหม่, ลำปาง, เชียงราย, ตาก, แพร่, กาญจนบุรี, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, สงขลา, พังงา, ภูเก็ต, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส
คาลโคโพไรด์มาลาไคด์ ทองแดง ซัลไฟด์
คาร์บอเนต ลำปาง,แพร่, น่าน, อุตรดิตถ์, ลพบุรี, เพชรบูรณ์, นครราชสีมา, ขอนแก่น, ฉะเชิงเทรา, กาญจนบุร
สติบไนต์
สติบิโคไนต์ พลวง ซัลไฟด์
ออกไซด์ แม่ฮ่องสอน,เชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน, แพร่, ตาก, เชียงราย, สุโขทัย, กาญจนบุรี, ชลบุรี, ระยอง, สุราษฎร์ธานี,ตรัง, สตูล
โมนาไซท์ ทอเรียม ฟอสเฟต ประจวบคีรีขันธ์, ระนอง, ภูเก็ต, พังงา
สฟาเลอไรด์หรือ
ซิงต์เบลนด์ สังกะสี ซัลไฟต์ ตาก
การถลุงแร่คือการแยกแร่ธาตุจากสินแร่ เพื่อให้ได้ธาตุที่บริสุทธิ์ขึ้น โดยการใช้ปฏิกริยาเคมีรีดัคชัน โดยการใช้ตัวทำรีดิวซ์ที่เหมาะสม
ตัวรีดิวซ์ คือสารที่ทำหน้าที่ดึงออกซิเจน (O2) เช่นมักใช้ ถ่านโค้กที่มีคาร์บอน (C) จับคู่กับออกซิเจนในคอปเปอร์ออกไซด์เพื่อให้ได้คอปเปอร์(ทองแดง)บริสุทธิ์
เผาในภาชนะมิดชิด
Cu2O + C ----------------------------------------> Cu + CO2
คอปเปอร์ออกไซด์ + คาร์บอน ทองแดง + ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
จากสมการจะได้ CO2 ขณะเผาไหม้ แต่ถ้าการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ (O2 ไม่เพียงพอ) จะได้ก๊าซ์คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ซึ่งเป็นพิษต่อสภาวะแวดล้อม
โดยทั่วไปมักใช้คาร์บอน เป็นตัวจับ O2 ในสารประกอบ หลายชนิด เช่น เหล็กออกไซด์ เลดออกไซด์
สารประกอบพวกซัลไฟด์หรือคาร์บอเนต ต้องเปลี่ยนให้เป็นสารออกไซด์ก่อนใช้ตัวรีดิวซ์เช่น เลดซัลไฟด์ ต้องเผา (รวมกับ O2) เพื่อให้เกิด เลดออกไซด์ (กับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์) แล้วค่อยใช้คาร์บอนเป็นตัวรีดิวซ์
การแยกโลหะโดยกระแสไฟฟ้า ทำโดยการทำให้สินแร่อยู่ในสภาพสารละลาย แล้วใช้กระแสไฟฟ้าเป็นตัวแยกโลหะจากสารประกอบอื่น โลหะจะไปจับเกาะอยู่ที่ขั้วลบ ใช้ค่าใช้จ่ายสูง แต่จะแยกได้แร่บริสุทธิ์มากถึง 99.9% มักใช้ในงานวิทยาศาสตร์ และงานชุบโลหะ (โลหะที่ต้องการชุบเป็นขั้วลบ) เช่น ถ้าต้องการชุบแสตนเลส ด้วยทอง ต้องนำสร้อยแสตนเลสไว้ที่ขั้วลบ ทองไว้ขั้วบวก

โลหะผสม คือโลหะที่มีธาตุอย่างน้อย 2 ชนิด ผสมกับเพื่อให้ได้ตรงกับความต้องการของมนุษย์เช่น
ทองเหลือง = ทองแดง + ดีบุก + สังกะสี
ทองสัมฤทธิ์ =ทองแดง + ดีบุก
เหล็กสแตนเลส = เหล็ก + โครเมียม
ตะกั่วบัดกรี = ตะกั่ว + ดีบุก
นาก = ทองแดง + ทองคำ
เหล็กดิบ คือแร่เหล็กที่ได้จากการถลุง ใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะเนื้อเหล็กเปราะ ไม่บริสุทธิ์ ไม่เหนียวและยืดหยุ่น
เหล็กกล้า คือเหล็กที่บริสุทธิ์มากพอแล้ว ผสมกับ โครเมียม ประมาณ 12-20% เพื่อมิให้เกิดสนิม มีคาร์บอนน้อยมาก (0.1-0.7%) ใช้งานได้ดี เพราะเหนียว ทนทาน ไม่เปราะแตกง่าย
เหล็กหล่อ คือเหล็กที่ทำให้บริสุทธิ์ขึ้น มีคาร์บอนประมาณ 2-20%
โลหะและโลหะผสม ใช้ประโยชน์มากมาย เป็นภาชนะหุงต้ม เพราะมีจุดหลอมเหลวสูง ไม่เป็นพิษต่อสุขภาพ โลหะที่เหมาะใช้เป็นภาชนะหุงต้มได้ดีที่สุดคือ อลูมิเนียม เพราะนำความร้อนได้ดี น้ำหนักเบา ไม่เป็นสนิม
โลหะที่นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดคือ เงิน แต่เรานิยมใช้ทองแดงเป็นสายไฟฟ้า เนื่องจากมีราคาถูกกว่า นำไฟฟ้าได้ดีพอสมควร
เราใช้ดีบุกผสมตะกั่วทำฟิวส์ เพราะจุดหลอมเหลวต่ำกว่าทองแดงและเหล็ก ทำให้ละลายได้ดีกว่า เมื่อเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
โลหะผสมจัดทำขึ้น เพื่อให้ใช้งานได้ดีกว่าโลหะธรรมดา ตะกั่วบัดกรีมีจุดหลอมเหลวต่ำ สามารถหลอมเหลวได้เร็วเมื่อได้รับความร้อน จึงใช้ในงานเชื่อมโลหะต่าง ๆ มีน้ำหนักเบา ทำส่วนประกอบเครื่องบิน โลหะบางชนิดถ้าเป็นโลหะบริสุทธิ์จะอ่อน เปลี่ยนรูปง่ายเช่นทอง จึงต้องผสมทองแดงไปด้วย คำว่าทอง 18K หมายความว่ามีเนื้อทอง 75% เนื่องจากทองบริสุทธิ์ค่าเท่ากับ 24K นอกนั้นเป็นเงินหรือทองแดง
โลหะบางชนิดเป็นของเหลวที่อุณหภูมิห้อง เช่น ปรอท เป็นของไหล สามารถรวมกับโลหะอื่นได้ดี

อโลหะ
แร่อโลหะเป็นแร่ที่ไม่ต้องถลุงก่อนใช้งาน ไม่ต้องทำให้บริสุทธิ์ก่อน เช่น แคลไซด์, ยิปซัม, รัตนชาติ, เชื้อเพลิง
แคลไซด์และยิปซั่ม
แคลไซด์ มีแคลเซียมคาร์บอเนต(CaCO3) เป็นองค์สำคัญ พบมากในหินอ่อน หินปูน หากนำไปเผาจะได้แคลเซียมออกไซด์ (ปูนขาว) กับ CO2 ดังนี้
เผา
แคลเซียมคาร์บอเนต (หินปูน) --------------------------> แคลเซียมออกไซด์ (ปูนขาว) + CO2
ประโยชน์ของแคลไซด์ '
1

2. แคลเซียมออกไซด์และแคลเซียมไฮดรอกไซด์ ใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์ แก้ปัญหาดินเปรี้ยว โดยการเพิ่มความเป็นด่าง
คัลเซียมไฮดรอกไซด์ (น้ำปูนใส) ช่วยขจัดรสฝาดของผลไม้ ทำให้ผลไม้กรอบขึ้น
แร่ยิปซัม
ยิปซัมหรือเกลือจืด มีองค์ประกอบที่สำคัญคือ แคลเซียมซัลเฟต ใช้ผลิตปูนซีเมนต์, ปูนพลาสเตอร์, แป้งนวล, ซอส, ปุ๋ย, ยิปซัมซีบอร์ด, กระดาษ, ดินสอสี, ช่วยทำให้เต้าหู้, ถั่วเหลือง แข็งตัว ยิปซับมีหลายสีเช่นแดงปนน้ำตาล, เหลือง, เทา ขาว เมื่อนำไปเผาจะได้ผงละเอียดของปูนพลาสเตอร์ เราเรียกว่าแร่ยิปซัมที่ขาดน้ำผลึก

รัตนชาติ
รัตนชาติหรืออัญมณี เป็นผลึกที่มีมลทินอยู่ภายใน ทำให้มีสีต่าง ๆ กันไป มีความแข็ง สามารถเจียรไนให้เกิดมุม เพื่อให้เกิดการกระจายแสงเห็นความแวววาว แบ่งออกเป็น
1. อัญมณีที่เกิดจากอินทรีย์วัตถุ เช่น อำพัน, ไข่มุก, ประการังบางชนิด
2. อัญมณีที่เกิดจากอนินทรีย์วัตถุ เช่น เพชร, ทับทิม, มรกต ฯลฯ
มลทินในแร่ ทำให้แร่มีสีต่าง ๆ กัน แร่คอรันดัมบริสุทธิ์ เป็นสารพวกอลูมิเนียมออกไซด์ มีสีขาว ถ้ามีมลทินจำพกโครเมียมผสม ทำให้มีสีแดง เช่นทับทิม เหล็ก ไทเทเนียม ทำให้มีสีน้ำเงิน (ทับทิมกับไพลิน เป็นแร่คอรันดัมเหมือนกัน แต่มีมลทินต่างชนิดกัน)
เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินอัญมณีได้แก่ ความแข็ง, ความถ่วงจำเพาะและค่าดัชนีหักเหของแสง
ดัชนีหักเหของแสง เป็นค่าคงที่ของอัญมณีแต่ละชนิด จึงใช้ตัดสินว่าเป็นของปลอมหรือไม่ ความแข็งของแร่ก็มีผลต่อราคาของอัญมณีด้วย จึงนำมาทดสอบ โดยการขูดขีดกัน (อาจใช้ตะไบ มือ เหรียญทองแดง มีดพับ, กระจก ทดสอบ) แร่ที่มีรอยขูดขีดจะอ่อนกว่า ซึ่งทดสอบได้ดังนี้
แร่ที่แข็งน้อยที่สุด
แร่ที่ใช้เล็บขูดเป็นรอยได้
แร่ที่ใช้ทองแดงขูดเป็นรอยได้
แร่ที่ใช้มีดหรือตะไบขูดเป็นรอยได้
แร่ที่ใช้กระจกขูดเป็นรอยได้
แร่ที่ใช้กระจกขีดแล้วทำให้กระจกเป็นรอยได้ ได้แก่ ทัลด์ มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
มีความแข็งตามหลักของโมห์ส
มีความแข็งตามหลักของโมห์ส เป็น 1
เป็น 2
เป็น 3
เป็น 4
เป็น 5
เป็น 6
แร่ที่แข็งพอ ๆ กัน เมื่อนำมาขีดก็จะทำให้เกิดรอยได้เช่นเดียวกัน
แร่รัตนชาติมีความแข็งไม่ต่ำกว่า 6 เพชรแข็งมากที่สุด มีความแข็งสูงสุดเป็น 6
ประโยชน์ของแร่รัตนชาติ
1. ใช้ทำเครื่องประดับเพื่อความสวยงามต่า งๆ
2. ใช้ในงานอุตสาหกรรม ใช้ควอร์ตซ์ทำนาฬิกา ใช้เครื่องมือผลิตแสงเลเซอร์

เพชรเลี้ยง
เกิดจากการหลอมเหลวสารประกอบของเหล็กแคลเซียมแมงกานีส รวมกับสารบางชนิด และพลอยธรรมชาติ โดยใช้ความดันสูง
การเจียระไน คือการนำเพชรพลอตัดให้เกิดเหลี่ยม เพื่อให้เกิดประกายแวววาว ตามค่าดัชนีหักเหของแสง
ในประเทศไทย แหล่งที่พบ มีการขุดพลอยได้แก่ กาญจนบุรี, จันทบุรี, ตราด

แร่เชื้อเพลิง
แร่เชื้อเพลิง ประกอบด้วยธาตุไฮโดรคาร์บอน (H และ C) มีทั้งสาม สถานะเช่น ถ่านหิน ถ่านไม้ ฟืน น้ำมันปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ water gas
ถ่านหิน เกิดจากซากพืชในสมัยโบราณทับถมกันเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี ได้รับคามกดดันสูง แบ่งเป็น 4 ชนิดได้แก่
1. พีท (Peat) มี C ราว 60%
2. ลิกไนต์ (lignite) มี C ราว 70%
3. บิทูมินัส (Bituminus) มี C ราว 80%
4. แอนทราไซด์ (Antracite) มี C ราว 90-95%
ในไทยพบเหมืองถ่านหินในแถบ ลำปาง, ลำพูน, กระบี่ ถ่านหินที่พบเป็นลิกไนต์อย่างเดียว
หินน้ำมัน/
ประกอบด้วยหินดินดานเนื้อละเอียดเรียงตัวกันเป็นชั้น ๆ มีสารอินทรีย์ที่เรียกว่า เคโรเจน (Kerogen) คลุกเคล้าปนกันอยู่ ให้ความร้อนได้
ปิโตรเลียม (Petroleum)
เป็นที่ต้องการของตลาดโลกในระดับสูง ราคาแพง เมื่อสูบขึ้นมาเรียกน้ำมันดิบ (Black Gold) ยังใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต้องนำไปแยกจะได้น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ ที่ให้ความร้อนแตกต่างกัน
ก๊าซธรรมชาติ
เป็นก๊าซไฮโดรคาร์บอน เช่น อีเทน, มีเทน, โพรเพน บิวเทน มักพบรวมกับน้ำมันดิบ ให้ทำเชื้อเพลิงหุงต้ม เชื้อเพลิงรถยนต์ สังเคราะห์ปุ๋ย ทำกาซเหลว (L.N.G.) ผลิตภัณฑิ์โตรเคมีคัล พบตามอ่าวไทย
Water gas
ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติ เกิดจากการรมตัวกันของ CO และ H2
การอนุรักษ์ทรัพยากรแร่
1. วางแผนในระยะยาว ในการขุดเจาะนำมาใช้
2. นำแร่ที่ขุดมาเจาะมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าที่สุด
3. พยายามนำแร่ที่ใช้แล้วกลับไปแปลงสภาพให้นำมาใช้ใหม่ได้อีก
4. ค้นคว้าหาสิ่งอื่นมาใช้แทนแร่
ป่าไม้
ป่าไม้เป็นแหล่งของต้นไม้ลำธาร และความร่มเย็น การทำลายป่าไม้เกิดเนื่องจาก ไฟป่า ศัตรูพืช คน และอุกทกภัย

ประโยชน์
1. ทำให้อากาศชุ่มชื้น ฝนตกมากขึ้น
2. ฟอกอากาศให้บริสุทธิ์
3. เป็นแหล่งอาหาร
4. รักษาต้นน้ำลำธาร มีน้ำไหลตลอดทั้งปี
5. เป็นยารักษาโรค แหล่งเชื้อเพลิง
6. ป้องกันอุทกภัย วาตภัย
7. ป้องกันการกัดเซาะ สึกกร่อนของผิวหน้าดิน
8. เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย

การอนุรักษ์ป่า ทำได้โดยการออกพระราชบัญญัติป่าไม้ สร้างสวนป่า ทะนุบำรุง ดูแล ขยายพันธุ์สัตว์ป่า และใช้วัสดุอื่น ๆ ทนแทนผลิตภัณฑ์จากป่า
วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
นับเวลาถึง 4,500 ล้านปี ที่โลกของเรากำเนิดขึ้นมาเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะจักรวาล ที่พบว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ แต่นั่น หมายถึงว่า โลกต้องใช้เวลาในการสั่งสมวิวัฒนาการอีกไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านปี กว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่สังเคราะห์แสงได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ คือ การกำเนิดของสาหร่ายสีเขียวแกม น้ำเงิน หรือ ไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) ที่รู้จักกันในชื่อซากโบราณ สโตรมาโตไลท์ (Stromatolites) ในมหาสมุทร
วิวัฒนาการเหล่านี้คงดำเนินเรื่อยมาภายใต้บรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตมากขึ้น โดยมีกลุ่มพืชเป็นตัวนำ และมีวิวัฒนาการของสัตว์ตามมา จากสัตว์เซลล์เดียวและสัตว์หลายเซลกลุ่มแรกๆ จนถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง สัตว์มีกระดูกสันหลังในน้ำ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในปัจจุบัน

หลักฐานความเป็นมาเหล่านี้อาจพบได้จากซากดึกดำบรรพ์ต่างๆ หรือฟอสซิล ของทั้งพืชและสัตว์ที่สามารถทดสอบและคาดคะเนถึงอายุตลอดจนความเป็นมาที่ปะติดปะต่อเป็นเรื่องราว ที่มีหลักฐานยืนยันได้ในทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เช่นกันที่ผูกติดกับความเป็นมาของธรณีวิทยาของโลกอย่างแนบแน่น อาจกล่าวได้ว่า โลกได้ช่วยกันซึมซับเรื่องราวความเป็นมาจากอดีตสู่ปัจจุบันไว้ในสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติ มีมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ รวมทั้งพืชและสัตว์อื่นๆ ซึ่งแพร่กระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ของโลก โดยมีระบบนิเวศอันแตกต่างก่อให้เกิดความหลากหลาย ทางชีวภาพทั้งในแง่ของพันธุกรรมและในแง่ของสายพันธุ์และชนิดที่แตกต่างอย่างมากมาย

ประเทศไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่ถือได้ว่าอยู่ในแถบสีเขียวของโลก คือ บริเวณศูนย์สูตรซึ่งมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น เหมาะกับการอยู่อาศัยของพืชและสัตว์ต่างๆ เป็นอย่างดี อีกทั้งยังอยู่ในบริเวณเขตรอยต่อทางวนภูมิศาสตร์ถึง 3 เขตติดต่อกัน คือ เขตอินโด-พม่า
เขตอินโดจีนและเขตมาเลเซีย จึงทำให้เป็นประเทศหนึ่งในโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง โดยมีความแตกต่างกันของระบบนิเวศหลายอย่าง ทั้งป่าไม้ผลัดใบ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าไม้ไม่ผลัดใบ เช่น ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าสน ป่าพรุ ป่าบุ่ง ป่าทาม ป่าชายหาด ป่าชายเลน เป็นต้น อีกทั้งยังมีทุ่งหญ้าเขตร้อนและสังคมพืชแบบจำเพาะ อาทิ สังคมพืชกึ่งอับไพน์บนยอดเขาสูง อย่างเช่น ดอยเชียงดาว เป็นต้น นอกจากนี้ ประเทศไทยก็ยังมีชายฝั่งทะเลทั้งสองด้านคือ ทะเลอ่าวไทยทางตะวันออก และทะเลอันดามัน ทางตะวันตก โดยอ่าวไทยเป็นเขตทะเลน้ำตื้นมีลักษณะเป็นทะเลปิด ส่วนทะเลอันดามันเป็นทะเลเปิดติดต่อกับมหาสมุทรอินเดีย ทำให้ทั้งสองฟากมีความแตกต่างกันทางระบบนิเวศอย่างเห็นได้ชัด

ในความหลากหลายของระบบนิเวศของประเทศไทยนี้เอง ที่ยังผลให้ประเทศไทยมีพันธุ์พืชที่ค้นพบแล้วไม่น้อยกว่า 20,000 ชนิด จากจำนวน 248,000 ชนิด และมีพันธุ์สัตว์ถึง 12,000 ชนิด จากจำนวน 1.5 ล้านชนิดที่ศึกษาพบในโลก มีผู้ประมาณการว่าน่าจะมีสัตว์ทั้งสิ้นถึง 100,000 ชนิดในประเทศไทย หากมีการศึกษากันอย่างจริงจังและมีพันธุ์พืชอีกนับไม่ถ้วนที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก ซึ่งหากจะเปรียบเทียบกับประเทศในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาวแล้วก็พบว่า ประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงกว่าประเทศเหล่านั้นเป็นอันมาก

อย่างไรก็ตามในทุกวันนี้มีความน่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งว่า ทรัพยากรชีวภาพที่ประเทศไทยมีอยู่มากมายประเทศหนึ่งในโลกนั้น กำลังถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ อันเป็นผลจากการเร่งพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่าอย่างต่อเนื่องทั้งในรูปแบบสัมปทานที่ถูกต้องตามกฎหมายและจากการบุกทำลายป่า ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา แม้จนกระทั่งปัจจุบันทำให้เราสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ไปอย่างมากมายจาก 50-60 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ประเทศไทยเหลือเพียงราวไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบัน หรือเพียง 63,359,930 ไร่ ซึ่ง เป็นเพียงตัวเลขของสูญเสียเนื้อที่ป่าไม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนทรัพยากรชีวภาพอื่นๆ ไม่มีใครทราบว่าได้เกิดความสูญเสียไปมากมายเท่าใดแล้ว เพื่อแลกกับการพัฒนาทางด้านวัตถุนิยมในปัจจุบัน

ทรัพยากรชีวภาพที่มีคุณค่าของประเทศไทยจะดำรงอยู่หรือสูญสิ้นไปช้าหรือเร็วเพียงใด กลไกการอยู่รอดของมนุษย์ที่ไม่อาจแยกไปจากธรรมชาติจะมีทิศทางไปในทางใด และมนุษย์จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้หรือไม่ ทุกคำตอบคงต้องขึ้นอยู่กับการกระทำของมนุษย์เองว่ามนุษย์จะรักษานิเวศธรรมชาติ ที่อาศัยการวิวัฒนาการมาอย่างยาวนานนับพันล้านปีนี้ หรือจะเลือกการทำลายซึ่งจะส่งผลกระทบให้กับมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

สีสรรพ์
สี หมายถึง ความรู้สึกในการมองเห็น เนื่องจากคลื่นแสงในแถบสี มากระตุ้นประสาท เรามองเห็นสีของวัตถุได้จาก 2 ทาง คือ
• สี ที่เกิดจากการสะท้อนของวัตถุ เมื่อแสงตกกระทบวัตถุทึบแสง
• สี ที่เกิดจากการส่งผ่านเนื้อวัตถุพุ่งสู่ตาเรา เมื่อวัตถุเดินทางผ่านวัตถุโปร่งแสง หรือ โปร่งใส สามารถแสดงทิศทางของแสงตก แสงสะท้อน แสงทะลุ ผ่านวัตถุต่าง ๆ กันดังนี้


วัตถุโปร่งใส วัตถุโปร่งแสง วัตถุทึบแสง
เราอาจกล่าวย่อ ๆ ได้ว่า วัตถุโปร่งใสยอมให้แสงผ่านอย่างมีระเบียบ วัตถุโปร่งแสงยอมให้แสงผ่านได้บางส่วนและไม่มีระเบียบ และวัตถุทึบแสงไม่ยอมให้แสงผ่านไปได้เลย
1. สีของวัตถุทึบแสง เรามองเห็นวัตถุมีสีต่าง ๆ ได้ เนื่องจากปัจจัย 3 ประการ คือ
• แสงกระทบวัตถุ
• แสงจากวัตถุสะท้อนสู่นัยน์ตา
• ตัวสีที่อยู่ในวัตถุนั้น ๆ ซึ่งเกิดจากมีการดูดกลืนบางสี และคายสีบางสีออกมากระทบนัยน์ตาเรา
การที่วัตถุแต่ละสีดูดกลืนสีหลาย ๆ สีเอาไว้และคาย (ปล่อย) บางสีกระทบนัยน์ตาเรานี่เอง ทำให้เห็นสีของวัตถุแตกต่างกันออกไป เช่น เราเห็นดอกกุหลาบมีสีแดงและใบมีสีเขียว ก็เพราะดอกไม้ดูดสีทุกสีไว้ แต่ปล่อยสีแดงออกมา ส่วนใบจะดูดสีทุกสีไว้ ยกเว้นสีเขียวซึ่งจะถูกปล่อยออกมา วัตถุสีดำมีการดูดกลืนทุก ๆ สีไว้ และสีขาวจะปล่อยทุก ๆ แสงสีออกมา ตามที่เราเห็นใบไม้มักมีสีเขียว เนื่องจากมี คลอโรฟิลล์อยู่ในใบ ถ้าเราเอาคลอโรฟิลล์ออกจากใบไม้ ใบย่อมไม่เป็นสีเขียวแน่ ๆ ดังนั้น เมื่อใบไม้แก่ลงจะออกเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาล ก็เนื่องจากคลอโรฟิลล์เสื่อมสภาพหรือสลายตัวไปตามอายุของใบไม้นั้นเช่นเดียวกับพริกขี้หนูที่มีหลายสี ก็เนื่องจากในครั้งแรกยังมีคลอโรฟิลล์อยู่ภายใน พริกขี้หนูจึงมีสีเขียวและจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มหรือแดง ก็เพราะคลอโรฟิลล์สลายตัว คงเหลือแต่แคโรตีน ที่ให้สีส้มหรือแดง

2. สีของวัตถุโปร่งใสและวัตถุโปร่งแสง วัตถุโปร่งใสสีและโปร่งแสงสี จะยอมให้แสงสีทะลุผ่านได้แต่แตกต่างกันที่ปริมาณของแสงที่ทะลุผ่านออกมา วัตถุโปร่งแสงจะให้ปริมาณน้อยกว่าวัตถุโปร่งใส และวัตถุโปร่งใสสีต่างๆ จะยอมให้แสงสีมากกว่า 1 สีผ่านทะลุไปได้ เช่น วัตถุโปร่งใสสีเขียว นอกจากจะยอมให้แสงเขียวผ่านได้แล้วยังอาจมีแสงสีน้ำเงินและเหลืองผ่านไปได้ด้วย


แสงสีที่ทะลุแผ่นโปร่งใส
สีน้ำเงิน แสงสีที่ทะลุแผ่นโปร่งใส
สีเขียว

เกรตติง คือ แผ่นแก้วหรือพลาสติกโปร่งใสผิวหน้าเรียบ ที่ทำให้เกิดรอยขีดเป็นช่องแคบเล็ก ๆ หลาย ๆ ช่องขนานกัน ระยะระหว่างช่องห่างเท่ากัน เพื่อใช้ในการแยกแถบสีให้เห็นชัดเจน
แสงขาว ผ่านเกรตติงจะแยกเป็น "สเปกตรัม" (แถบสีต่าง ๆ จากการแยกแสง) ของสี 6-7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง

แสงสีต่าง ๆ มีผลต่อการมองเห็นสีของวัตถุอย่างไร

วัตถุอาจเปลี่ยนสีได้เมื่ออยู่ในแสงสีอื่น ๆ ที่มิใช่แสงขาว หากเป็นวัตถุดำจะดูดกลืนสีทุกสีไว้หมด ส่วนวัตถุสีขาวจะสะท้อนได้ทุกแสงสี ดังนั้น เมื่อนำวัตถุสีขาวมาอยู่ในแสงสีแดงจะเห็นวัตถุสีขาวเป็นสีแดง เมื่อนำไปอยู่ในแสงสีเขียวจะเห็นเป็นสีเขียว ส่วนวัตถุดำไม่ว่าจะนำไปอยู่ในแสงสีอะไรก็ยังมองเห็นเป็น สีดำ เพราะจะดูดกลืนแสงสีนั้นไว้หมด
แสงขาว ผ่านเกรตติงจะแยกเป็น "สเปกตรัม" (แถบสีต่าง ๆ จากการแยกแสง) ของสี 6-7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง
แสงสีต่าง ๆ มีผลต่อการมองเห็นสีของวัตถุอย่างไร

วัตถุอาจเปลี่ยนสีได้เมื่ออยู่ในแสงสีอื่น ๆ ที่มิใช่แสงขาว หากเป็นวัตถุดำจะดูดกลืนสีทุกสีไว้หมด ส่วนวัตถุสีขาวจะสะท้อนได้ทุกแสงสี ดังนั้น เมื่อนำวัตถุสีขาวมาอยู่ในแสงสีแดงจะเห็นวัตถุสีขาวเป็นสีแดง เมื่อนำไปอยู่ในแสงสีเขียวจะเห็นเป็นสีเขียว ส่วนวัตถุดำไม่ว่าจะนำไปอยู่ในแสงสีอะไรก็ยังมองเห็นเป็น สีดำ เพราะจะดูดกลืนแสงสีนั้นไว้หมด
สีของวัตถุ
ในแสงสีขาว สีของวัตถุ
ในแสงสีเขียว สีของวัตถุ
ในแสงสีน้ำเงิน สีของวัตถุ
ในแสงสีแดง
สีขาว
สีเขียว
สีแดง
สีน้ำเงิน
สีดำ
สีเขียว
สีเขียว
สีแดงเข้ม
สีเขียวเข้ม
สีดำ
สีน้ำเงิน
สีเขียวเข้ม
สีม่วงแดง
สีน้ำเงิน
สีดำ
สีแดง
สีดำ
สีแดง
สีดำ
สีดำ

สีที่เห็นจากวัตถุจะเห็นเป็นสีอะไรขึ้นกับหลายสาเหตุ ได้แก่
- แสงสีที่มากระทบ
- 1แสงสีที่วัตถุสะท้อนออกมา
- แสงสีที่วัตถุดูดกลืนไว้
วัตถุสีเข้ม สะท้อนแสงได้น้อยกว่าสีอ่อน ยิ่งมีสีอ่อนมากยิ่งสะท้อนได้ดี จนถึงวัตถุสีขาว
สะท้อนแสงได้ดีที่สุด และวัตถุสีดำแทบจะไม่สะท้อนแสงเลย
ตัวอย่าง การนำแสงสีต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ในการมองเห็นสีของวัตถุ
1.นักแสดงผิวคล้ำควรใช้ไฟสีแดงส่องกระทบที่ผิว เพื่อให้เห็นผิวมีสีอ่อนลงและนวลน่ามองขึ้น
2.การใช้แสงสีต่าง ๆ ส่องกระทบเครื่องประดับและเครื่องตกแต่งร้านอาหาร คลับบริการต่าง ๆ ช่วยในการหลอกตาลูกค้าได้ดี

การดูดกลืนแสงสีของวัตถุสีต่าง ๆ

วัตถุสีต่าง ๆ กัน จะดูดกลืนแสงได้ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับ
1.ชนิดของวัตถุ
2.ผิวของวัตถุ
3.ปริมาณแสงที่ตกกระทบ

เมื่อวัตถุดูดกลืนแสงไว้แล้วจะทำให้วัตถุมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น วัตถุสีดำดูดกลืนแสงได้มากที่สุด อุณหภูมิจึงเพิ่มขึ้นมากที่สุด ส่วนวัตถุสีขาวจะมีลักษณะตรงกันข้าม
อาจกล่าวได้ว่า วัตถุที่สะท้อนแสงได้มากจะมีอุณหภูมิเพิ่มได้ช้า จากหลักการนี้เรานำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้หลายประการ เช่น ในขณะอยู่กลางแดดจ้าคนที่สวมเสื้อขาวจะรู้สึกร้อนได้ช้ากว่าคนสวมเสื้อดำ สีของยานพาหนะในเมืองร้อนควรทาสีอ่อน ๆ ไว้ดีกว่าสีทึบ ๆ รังผึ้งหม้อน้ำรถยนต์ควรเคลือบสีดำเพื่อดูดกลืนความร้อนจากเครื่องยนต์มาเก็บไว้เป็นการช่วยระบายความร้อนได้เร็วขึ้น บ้านเรือนและหลังคาบ้านควรทาสีอ่อนเพื่อให้รู้สึกเย็นสบายในเวลากลางวัน
การผสมสี

สีที่พบในชีวิตประจำวัน อาจแบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ คือ
1.สีของแสง เกิดจากความยาวคลื่นที่มากน้อยแตกต่างกันของแสง
2.สีของวัตถุ เกิดจากตัวสีที่กระจายอยู่ในวัตถุ (สารที่มีสีอยู่ในวัตถุ)

การผสมสี อาจทำได้โดย 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ
1.การผสมแสงสี เป็นการเอาแสงที่มีสีไปรวมกันบนฉากสีขาว
2.การผสมตัวสี เป็นการนำเอาสารที่มีสี (อาจได้จากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ขึ้นก็ได้)
มาผสมกัน การผสมแสงสีต่าง ๆ จะทำให้ได้สีใหม่ที่อ่อนกว่าสีเดิม และสำคัญที่ฉากรับซึ่งต้องใช้ฉากสีขาวจริง ๆ มิฉะนั้นอาจทำให้สีใหม่ที่ได้เพี้ยนไปจากเดิม



การผสมแสงสี การผสมตัวสี
แสงสีปฐมภูมิ เป็นแสงบริสุทธิ์ที่ไม่สามารถแยกออกเป็นแสงสีอื่นใด และไม่อาจนำแสงสีอื่นใดมาผสมกันให้เป็นสีเหล่านั้นได้ ได้แก่ แสงสีแดง, น้ำเงิน และเขียว ที่มีอยู่ในสเปกตรัมของแสงอาทิตย์ หากนำมารวมกันได้แสงสีขาว
แสงสีเติมเต็ม เป็นแสงสีคู่หนึ่งคู่ใดที่นำมาผสมกันแล้วให้แสงสีขาว เช่น
แสงสีแดงม่วง เป็นสีเติมเต็มหรือสีตรงข้ามของ สีเขียว
แสงสีเหลือง เป็นสีเติมเต็มหรือสีตรงข้ามของ สีน้ำเงิน
แสงสีฟ้า เป็นสีเติมเต็มหรือสีตรงข้ามของ สีแดง
แสงสีทุติยภูมิ คือ สีที่ได้จากการนำสีปฐมภูมิมาผสมกัน ได้แก่ เหลือง แดงม่วง และฟ้า

การผสมตัวสีต่าง ๆ จะทำให้ได้สีใหม่ที่เข้มกว่าเดิม
ตัวสีปฐมภูมิ ได้แก่ สีฟ้า แดงม่วง และเหลือง หากนำมาผสมกันจะได้สีดำ
ตัวสีเติมเต็ม เป็นตัวสีคู่หนึ่งคู่ใดที่ผสมกันแล้วได้สีดำ เช่น
แดงม่วงและเขียวเป็นคู่สีเติมเต็ม หรือคู่สีตรงข้าม
เหลือง และน้ำเงิน เป็นคู่สีเติมเต็ม หรือคู่สีตรงข้าม
ฟ้าและแดงเป็นคู่สีเติมเต็ม หรือคู่สีตรงข้าม
ตัวสีทุติยภูมิ คือ สีที่ได้จากการนำตัวสีปฐมภูมิมาผสมกันในอัตราส่วน 1:1 ได้แก่ สีแดง เขียวและน้ำเงิน
การผสมตัวสีเสมือนการลดแสงสะท้อนของตัวสีเหล่านั้น เช่นนำสีแดงและฟ้า (น้ำเงินเขียว)
มาผสมกัน ได้สีดำ ซึ่งไม่มีการสะท้อนแสงสีออกมาเลย แต่การผสมแสงสีเป็นการเพิ่มการสะท้อนแสงสี เช่น นำคู่สีเติมเต็มมาผสมกัน ได้แสงขาว
สำหรับคำว่า แม่สี ของช่างทาสีจะแตกต่างจากคำว่า (ตัว) สีปฐมภูมิ บ้างเล็กน้อย กล่าวคือ แม่สีของช่างทาสีเป็นสีทางปฏิบัติ สีปฐมภูมิเป็นสีทางทฤษฎี ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายมีสีผิดเพี้ยนจากกันเล็กน้อย เช่น สีแดงม่วงทางปฐมภูมิจะตรงกับ สีแดงของแม่สีทางช่าง สีฟ้าทางปฐมภูมิจะตรงกับสีน้ำเงินของแม่สี ส่วนสีเหลืองมีลักษณะตรงกันทั้งปฐมภูมิและแม่สี สีในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้ว เราหาซื้อตัวสีปฐมภูมิทางทฤษฎีไม่ได้เลย
นัยน์ตามองเห็นสีได้อย่างไร

การมองเห็นวัตถุเกิดจากมีแสงสะท้อนจากวัตถุเข้าสู่เลนส์ตา ก่อให้ เกิดภาพจริงหัวกลับบนเรตินา แล้วประสาทตาจะถ่ายทอดสัญญาณส่งไปที่สมอง และสมองจะเปลี่ยนสัญญาณ และทำการรับรู้ว่ามีภาพเกิดขึ้น

ที่ชั้นของเรตินา หรือจอรับภาพ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ

1.ชั้นรงควัตถุ เป็นชั้นที่มีวัตถุที่มีสี
2.ชั้นเส้นประสาท มีเซลล์ประสาท 2 ชนิดอยู่รวมกัน คือ เซลล์รูปแท่ง (Rod cell) และเซลล์รูปกรวย (Cone cell) เซลล์รูปแท่งรับภาพขาว-ดำ ไวแสงแม้ในที่สลัว เป็นตัวบอกให้รู้ว่าบริเวณนั้นสว่างหรือมืด ส่วนเซลล์รูปกรวย ทำงานได้เฉพาะในที่ที่มีแสงสว่างมาก ๆ เท่านั้น รับภาพเป็นสีต่าง ๆ ในขณะแสงสลัว ๆ เรารับภาพเป็นขาวดำเท่านั้น เนื่องจากเซลล์รูปกรวยไม่ทำงาน
ในตาคนจะมีเซลล์รูปแท่งมากกว่าเซลล์รูปกรวยประมาณ 4 เท่า สัตว์ที่หากินกลางคืนจะมีเซลล์รูปแท่งมากกว่าเซลล์รูปกรวยมากมาย เช่น นกฮูก ค้างคาว
การเห็นวัตถุว่ามีสีเกิดจาก

1.มีแสงสะท้อนจากวัตถุผ่านเลนส์ตกสู่เรตินา
2.ที่เรตินามีเซลล์ประสาทรับสีอยู่ ได้แก่ เซลล์รูปกรวย เซลล์รูปกรวยมี 3 ชนิด คือ ชนิดที่ไวต่อแสงสีแดง ไวต่อแสงสีเขียวและไวต่อแสงสีน้ำเงิน เมื่อมีแสงสีอื่น ๆ นอกจากแสงสี 3 สีนี้ ตกกระทบ
เรตินา เซลล์รูปกรวยมากกว่า 1 ชนิดจะทำงานพร้อมกัน หากเซลล์รูปกรวยทั้ง 3 ชนิดถูกกระตุ้นด้วยแสงสีน้ำเงิน เขียว และแดงพร้อม ๆ กัน โดยมีความเข้มของแต่ละสีเท่า ๆ กัน จะให้เห็นภาพเป็นสีขาว
บริเวณโฟเวีย เป็นแอ่งเล็ก ๆ มีเซลล์รูปกรวยอยู่หนาแน่นมาก ทำให้บริเวณนี้รับภาพสีได้ดี

ฟิล์มสี
คือ วัตถุโปร่งใสที่เคลือบด้วยสารไวแสงจำพวกเกลือเงินเฮไลด์ ที่ไวต่อแสงสีต่าง ๆ 3 ชั้น แต่ทั้ง 3 ชั้นรวมกันแล้วหนาไม่เกิน 0.02 มม. ดังรูป


ภาพแสดงชั้นของฟิล์ม
ฟิล์มแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1.ฟิล์มโพสิทีฟ (Positive) - มีสีตรงกับวัตถุ , สีเหมือนวัตถุ
2.ฟิล์มเนกาทีฟ (Negative) - เป็นสีตรงข้ามกับวัตถุ หรือมีสีเป็นสีเติมเต็มกับวัตถุ

ตาบอดสี
สาเหตุ เกิดจากกรรมพันธุ์ เซลล์รูปกรวยผิดปกติ มีความไวต่อแสงสีใดสีหนึ่งผิดปกติ ทำให้มองเห็นสีผิดไปจากคนปกติ ผู้ชายมีโอกาสตาบอดสีมากกว่าผู้หญิง โดยที่ส่วนใหญ่มักจะตาบอดสีแดง รองลงมาคือบอดสีเขียว พบผู้ป่วยตาบอดสีน้ำเงินน้อยมาก

ตัวอย่างคนตาบอดสี เช่น
ตาบอดสีแดง มองวัตถุสีเหลืองเป็นสีเขียว มองวัตถุสีขาวเป็นสีน้ำเงินเขียว มองวัตถุสีฟ้าเป็นสีฟ้า (น้ำเงินเขียว) และเห็นวัตถุสีเขียวเป็นสีเขียว
อาจมีผู้ป่วยบางรายตาบอดสีแดงและเขียว ทั้งนี้เกิดจากเซลล์รูปกรวยสีแดงและเขียวผิดปกติทั้งคู่ เขาจะไม่เห็นสีเขียว แดง ม่วงแดง ฟ้า แต่เห็นสีน้ำเงินและเหลืองเป็นปกติ




ฟิล์ม Positive วัตถุ ฟิล์ม Negative
ตัวอย่าง ฟิล์ม Positive ได้แก่ ฟิล์มสไลด์ ฟิล์มภาพยนตร์
ตัวอย่าง ฟิล์ม Negative ได้แก่ ฟิล์มถ่ายรูปทั่ว ๆ ไป (ทั้งสีและขาวดำ)

สีเคลือบผิว
เคลือบ เพื่อให้น่าดู น่าใช้ และทนทานมากขึ้น เพราะช่วยรักษาผิวของวัตถุ
องค์ประกอบของสีเคลือบผิว
1.ตัวสี หรือ ผงสี ส่วนใหญ่เป็นฝุ่นหรือผงของสี เป็นตัวทำให้เกิดสีต่าง ๆ และไม่ละลายในสิ่งนำสี
2.สิ่งนำสี ประกอบด้วย
- ตัวยึดเกาะ ทำให้สีติดกับวัตถุที่จะทาไม่ระเหยเมื่อตั้งทิ้งไว้
- ตัวทำละลาย เป็นของเหลวที่ระเหยได้ ทำหน้าที่เจือจางสี และสามารถละลายได้ในตัว
ยึดเกาะ ทำให้สีเหลวกว่าเดิมเพื่อง่ายต่อการทาหรือพ่นสี เช่น น้ำมันสน (สีน้ำมัน) น้ำ (สีพลาสติก)
นอกจากนี้ ยังอาจมีการเติมสารอื่นลงไป เพื่อเพิ่มคุณภาพของสี เช่น ตัวทำใหสีทนทานต่อแดดฝน รวมทั้ง UV สารป้องกันเชื้อรา ฯลฯ
ชนิดของสีเคลือบผิว
1.สีน้ำ
2.สีพลาสติก ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย
3.สีน้ำมัน ใช้น้ำมันเป็นตัวทำละลาย เช่น น้ำมันสน ลินสีด อะซิโตน ทินเนอร์ น้ำมันก๊าด ฯลฯ
- สีจะแห้งช้าหรือเร็วขึ้นกับตัวทำละลายที่ใช้เป็นสารเคมีที่ระเหยได้ช้าหรือเร็ว
- การทาสี มีข้อดี คือ อุปกรณ์มีน้อยชิ้น แต่ข้อเสีย คือ ผู้ทาสีต้องชำนาญและผสมสีให้เข้ากันด้วยดี มิฉะนั้นสีจะไม่เรียบ ดูไม่สวยงาม
- การพ่นสี มีข้อดี คือ พ่นได้ทุกซอกทุกมุม ได้สีเรียบเสมอกัน แห้งเร็ว แต่มีข้อเสียตรงที่เครื่องมือราคาแพง และเกิดอันตรายในการสูดละอองสีเข้าไปในลมหายใจ
- การทาสีบริเวณพื้นขรุขระ ควรใช้สีที่แห้งช้า เพื่อให้สีที่ทาลงไปเข้าสู่ทุกซอกทุกมุมของผิวพื้นก่อน
- โรคที่อาจเกิดขึ้นจากสีทา คือ โรคพิษสารตะกั่ว จะรู้สึกวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ เม็ดเลือดแดงลดลง ก่อให้เกิดโรคโลหิตจางตามมา
- ในสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่หมึกพิมพ์ มีสารพิษพวกตะกั่ว ปรอท สารหนู โครเมียม ปะปนอยู่ จึงไม่ควรเผากระดาษ สิ่งตีพิมพ์ภายในบ้าน และไม่นำกระดาษพิมพ์ไปห่ออาหาร เพราะอาจเป็นหนทางนำโรคพิษสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งเชื้อโรค เชื้อราต่าง ๆ ด้วย

สีย้อม (Dye)
สีย้อม ที่อยู่ในอุณหภูมิพอเหมาะและเข้มข้นมากพอ จะละลายหรือกระจายได้ในตัวกลาง
ทำให้ตัวกลางมีสีเกิดขึ้น ตัวกลางที่ใช้อาจเป็นกระดาษ ผืนผ้า อาหาร ขี้ผึ้ง สิ่งทอ หนัง ฯลฯ
สีย้อมแบ่งตามแหล่งที่มาได้เป็น 2 พวกใหญ่ ๆ คือ สีย้อมธรรมชาติ และสีย้อมสังเคราะห์
ตัวอย่างสีย้อมจากธรรมชาติ
สีย้อมธรรมชาติ แหล่งที่มาจากธรรมชาติ
สีดำ ผลมะเกลือ รากชะพลู ใบสมอ เปลือกสมอ
สีเหลือง หัวขมิ้น แก่นขนุน
สีกากี ใบสัก ขมิ้นชัน
สีแสด ก้านดอกกรรณิการ์
สีแดง รากยอ ใบผงคำแฝด ครั่ง(สัตว์)
สีย้อมสังเคราะห์ พบโดยนายเปอร์ติน (W.H. Perkin) ชาวอังกฤษ
สีย้อมสังเคราะห์ แหล่งที่มาสังเคราะห์
สีดำ คาร์บอน
สีม่วง เมธิลไวโอเลต
สีน้ำเงิน โคบอลต์ออกไซด์ , เมทธิลลีนบลู
สีแดง ไอออนออกไซด์ (FeO)
สีเหลือง แคดเมียมออกไซด์ (CdO)
สีขาว เลตซัลเฟต (PbSO4)
ข้อเปรียบเทียบระหว่างสีย้อมธรรมชาติ และสีย้อมสังเคราะห์ มีดังนี้
สีย้อมธรรมชาติ สีย้อมสังเคราะห์
1.ความสดใสน้อย 1.ความสดใสมาก
2.สีตกง่าย, ซีดจางไว 2.สีไม่ตก, ทนทาน
3.มีจำนวนสีให้เลือกน้อย 3.มีจำนวนสีให้เลือกมากกว่า
4.ขบวนการย้อมยุ่งยาก 4.ขบวนการย้อมง่าย
การใช้ผ้าต้มด้วยสารละลาย Na2CO3 (โซเดียมคาร์บอเนต) จะช่วยกำจัดขี้ผึ้ง , ไขมัน ออกจากผ้า ทำให้ผ้าสะอาดขึ้น
การใช้ผ้าต้มด้วยสารละลาย NaHClO2 (โซเดียมไฮโปคลอไรด์) จะช่วยกำจัดสีออก ทำให้ผ้าขาวขึ้น

กรรมวิธีในการย้อมสี มี 2 วิธี คือ
1.ย้อมโดยตรง
2.ย้อมโดยใช้มอร์แดนท์
สีย้อมบางชนิดติดสีเส้นใยชนิดหนึ่ง แต่ไม่ติดสีเส้นใยอีกชนิดหนึ่ง เช่น ติดขนฝ้าย ลินิน แต่ไม่ติดขนใยไหมหรือขนสัตว์ จึงต้องใช้สารเคมีบางชนิด ช่วยให้สีย้อมติดบนเส้นใยได้ "สารเคมีที่ช่วยให้ติดเส้นใยได้ เรียกว่า มอร์แตนท์ "
มอร์แตนท์ที่ควรรู้จัก ได้แก่ สารส้ม เกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์)
เรานำผ้าก่อนย้อมสีต้มรวมกับมอร์แตนท์ก่อน ทำให้มอร์แตนท์จับเส้นใยก่อนเมื่อนำผ้านั้นไปย้อมสี สีย้อมจะติดที่มอร์แตนท์ หากเราใช้มอร์แตนท์ต่างชนิดกันกับผ้าและสีย้อมชนิดเดียวกัน จะให้สีหลังการย้อมแตกต่างกัน เช่น ใช้สารส้มเป็นมอร์แตนท์ย้อมผ้าและสีย้อมที่เหมือนกับใช้เกลือแกงเป็นมอร์แตนท์ จะให้สีย้อมออกมาไม่เหมือนกัน
ผ้าบาติกหรือผ้าปาเต๊ะ เป็นการย้อมโดยเขียนลวดลายลงบนผ้าด้วยขี้ผึ้งร้อน ๆ ก่อนนำไปย้อม บริเวณที่เขียนลายไว้ มีขี้ผึ้งปิดผิวหน้าไว้ทำให้ย้อมไม่ติดสี เมื่อย้อมสีแล้วก็นำผ้าไปต้มในน้ำร้อน เพื่อให้เทียนไขหรือขี้ผึ้งหลุดออก
สีในชีวิตประจำวัน มีอิทธิพลต่อความเชื่อ และความรู้สึกของมนุษย์มาตั้งแต่โบราณ เช่น เชื่อว่าสีดำเป็นสีแห่งความทุกข์โศก สีแดงแสดงความกล้าหาญ สีทองแสดงถึงเกียรติยศ สีเขียวแสดงถึงความชุ่มชื้น สดใส สีฟ้าแสดงความสะอาด สบายตา
การใช้ประโยชน์ของสี
- คนผอมควรใส่เสื้อผ้าลวดลายดอกโต ๆ หรือลายขวาง หรือใส่ชุดที่มีสีอ่อนๆ ในขณะที่คนอ้วน ควรใส่เสื้อผ้าสีทึบ ๆ หลีกเลี่ยงผ้าลายตั้งและดอกดวงใหญ่ ๆ
- ไฟจราจร (แดง , เขียว, เหลือง)
- ตามขอบถนน ทาสีขาวสลับแดง คือ ห้ามจอด , ขาวสลับเหลือง คือ จอดได้ชั่วคราว, ขาวสลับดำ คือ จอดได้ตลอด
- ห้องเล็ก ๆ แคบ ใช้สีอ่อน ๆ เย็นตาทา ช่วยทำให้รู้สึกห้องกว้างขึ้น
- สีในห้องอาหาร ควรใช้สีชมพูทา เพราะจะทำให้ดูน่ารับประทานขึ้น
ศัพท์วิทยาศาสตร์: ตาพายุ (Eye of storm)

ตาพายุ (Eye of storm) เป็นบริเวณศูนย์กลางของพายุ มีลักษณะเป็นวงกลมสามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากภาพถ่ายดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา เป็นบริเวณ เล็ก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 – 60 กิโลเมตร ส่วนข้างในตาพายุ เป็นบริเวณ ที่ลมสงบ อากาศแจ่มใส
ศัพท์วิทยาศาสตร์: แรงเสียดทาน (friction)

คือ แรงที่ต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุเกิดขึ้นระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุ 2 ชิ้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย กล่าวคือ แรงเสียดทานช่วยให้เรารวมถึงวัตถุต่าง ๆ เคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ต้องการได้ หรือสามารถช่วยให้เราหยุดการเคลื่อนที่ได้เมื่อต้องการจะหยุด แต่แรงเสียดทานที่มีมากไปจะทำให้เคลื่อนที่ได้ยาก สิ้นเปลืองพลังงานและทำให้เกิดการสึกหรอของผิวสัมผัสได้ง่าย หรือมีน้อยเกินไปก็จะทำให้เกิดการลื่นไถลได้
ศัพท์วิทยาศาสตร์: ความร้อน(heat)

ความร้อน(heat) เป็นรูปแบบหนึ่งของพลังงาน ซึ่งสสารหรือวัตถุทุกชนิดจะมีพลังงานความร้อนสะสมอยู่ เมื่อวัตถุได้รับความร้อนทำให้องค์ประกอบต่างๆภายในที่เราเรียกว่าอนุภาค ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าอะตอม มีการเคลื่อนที่เร็วขึ้น วัตถุจึงร้อนขึ้น แต่ถ้าวัตถุสูญเสียความร้อน อนุภาคต่างๆจะเคลื่อนที่ช้าลง วัตถุจึงเย็นลง เรามักวัดพลังงานความร้อนในรูปของอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้น จะทำให้มีพลังงานความร้อนมากขึ้น พลังงานความร้อนจะเคลื่อนผ่านจากวัตถุที่ร้อนกว่าไปยังวัตถุที่เย็นกว่าเสมอ เรามีวิธีการสร้างความร้อนได้หลายวิธี เช่น สร้างความร้อนจากการเผาไหม้, สร้างความร้อนจากการขัดสีหรือการเสียดทาน เป็นต้น
ศัพท์วิทยาศาสตร์: ธาตุกัมมันตรังสี / Radioactive element

ธาตุกัมมันตรังสี radioactive element คือ สารบริสุทธิ์ที่สามารถปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของรังสี ธาตุกัมมันตรังสีที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ธาตุยูเรเนียม ธาตุโคบอลต์ และเราเรียกรังสีที่ปล่อยออกมาจากสารบริสุทธิ์เหล่านี้ว่า กัมมันตภาพรังสี (radioactivity) ซึ่งหากร่างกายได้รับ เข้าไปจะเป็นอันตรายโดยตรงต่อชีวิต
ศัพท์วิทยาศาสตร์: รูขุมขน / Hair Follicle

รูขุมขนเป็นโพรงยาว แคบ ๆ ภายในชั้นผิวหนัง หากใช้แว่นขยายส่องผิวหนังจะสังเกตเห็นรูเล็ก ๆ เหล่านี้อยู่ทั่วไป ภายในแต่ละรูมีขนงอกออกมา 1 เส้น และมีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงรากขน/ผมที่มีชีวิตให้คอยผลิตเส้นขน/ผมใหม่ ๆ ขึ้นมา
ศัพท์วิทยาศาสตร์: อะตอม / Atom

เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสสารที่ยังคงแสดงคุณสมบัติของสสารและสามารถคงตัวอยู่ได้ อะตอม ประกอบด้วยโปรตอนซึ่งมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก และนิวตรอนซึ่งเป็นกลางทางไฟฟ้า คือไม่แสดงความ เป็นประไฟฟ้าบวกหรือลบ รวมกันอยู่ที่ศูนย์กลางเรียกว่า นิวเคลียส และมีอิเล็กตรอนซึ่งมีประจุไฟฟ้า เป็นลบ เคลื่อนที่วนอยู่รอบ ๆ นิวเคลียส จะเห็นว่าอะตอมยังสามารถแยกออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้อีก แต่ เรายังคงจัดอะตอมเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสสาร เพราะ เมื่ออะตอมถูกแยกส่วนประกอบต่าง ๆ ออก จากกัน ส่วนประกอบต่างๆ เหล่านั้น ไม่สามารถแสดงคุณสมบัติของสสารนั้นได้
ศัพท์วิทยาศาสตร์: มวลอากาศ / Air Mass

มวลอากาศ air mass คือ ก้อนของอากาศจำนวนมากมายที่มีอุณหภูมิและความชื้นใกล้เคียงกันทั้งก้อน มวลอากาศจะก่อตัวขึ้นเหนือพื้นโลก ที่มีสภาพอากาศเหมือนกันเป็นบริเวณกว้าง โดยจะมีสภาพเหมือนกับแหล่งกำเนิดหรือบริเวณที่มันก่อตัวขึ้นนั่นเอง เช่น มวลอากาศที่เกิดขึ้นบริเวณ มหาสมุทรจะมีความชื้นสูงกว่าที่เกิดขึ้นบนพื้นดิน หรือมวลอากาศที่เกิดบริเวณขั้วโลกก็จะมีอุณหภูมิต่ำกว่าที่เกิดบริเวณเส้นศูนย์สูตร เมื่อมวลอากาศ เคลื่อนที่ออกจากแหล่งกำเนิดมันจะนำเอาสภาพอากาศบริเวณนั้นไปด้วย ทำให้บริเวณที่มันเคลื่อนที่ไปปกคลุมใหม่นั้นจะมีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ไปตามมวลอากาศนั้นด้วย ในขณะเดียวกันมวลอากาศก็จะมีการเปลี่ยนแปลงสภาพไปอย่างช้า ๆ ตามสภาพของบริเวณนั้นด้วย
ศัพท์วิทยาศาสตร์: เลนส์ (Lens)

เลนส์(lens) เป็นวัตถุชนิดหนึ่งที่อาจทำมาจากแก้ว พลาสติกหรือวัสดุอื่นๆก็ได้ที่มีคุณสมบัติโปร่งใส สามารถทำให้ใส หรือใส่สีก็ได้ เมื่อทำให้มีลักษณะโค้งนูน เรียกว่าเลนส์นูน เมื่อทำให้มีลักษณะโค้งเว้า เรียกว่าเลนส์เว้า คุณสมบัติของเลนส์นูนคือสามารถรวมแสงได้ ส่วนเลนส์เว้าสามารถกระจายแสงได้

ฮิวแมน จีโนม
กำเนิดมนุษย์ตัดต่อยีน
กรุงเทพธุรกิจ

เทคโนโลยีด้านพันธุกรรม กลายเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ที่มีการพูดถึงอย่างแพร่หลายในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนเล็งเห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากศึกษาวิจัย แต่อีกจำนวนมากที่หวั่นเกรงว่าโทษอาจจะมีมากกว่าประโยชน์ จุดประกาย นำเสนอเรื่องราวนี้สองตอนติดต่อกัน โดยตอนแรก กิ่งอ้อ เล่าฮง มีรายงานความก้าวหน้าของโครงการฮิวแมน จีโนม ที่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์ตัดต่อยีน
ถ้าวันหนึ่งคุณแต่งงาน...แล้วเกิดอยากมีลูก แต่เมื่อไปตรวจกลับพบว่า ดีเอ็นเอ ทั้งของคุณ และสามีมียีนที่บกพร่องทั้งคู่ หากมีบุตรขึ้นมา ก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางพันธุกรรม หากคุณเป็นพ่อ และแม่ จะตัดสินใจอย่างไร ระหว่างทางเลือกดังต่อไปนี้
หนึ่งตัดสินใจเด็ดขาด คือ อยู่กันต่อไปโดยไม่ต้องมีลูกก็ได้ หรือสอง ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์สมัยใหม่เข้าช่วย โดยมีข้อแม้ว่า เด็กที่เกิดขึ้นมาจะมีโอกาสหายต่อการเป็นโรคอันเกิดจากพันธุกรรม แต่ขณะเดียวกันก็ไม่รับรองว่า ในอนาคตเขาจะมีโรคอื่นแทรกซ้อนขึ้นมาหรือไม่
และสาม ตัดสินใจใช้เทคโนโลยีความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่กำลังศึกษากันอยู่ในขณะนี้ ด้วยเปลี่ยนเอายีนดี จากมนุษย์คนอื่น ไปใส่เข้าในยีนที่บกพร่องของตนเอง เพื่อให้ได้ลูกที่มีความแข็งแรง และสมบูรณ์ ในทุกๆ ด้านเป็นมนุษย์ที่เกิดขึ้นจากการตัดต่อยีน หรือการเปลี่ยน แปลงพันธุกรรม
ข้อความดังกล่าวข้างต้น คุณอย่าคิดว่าเป็นเรื่องสมมติที่ล้อเล่นขึ้นมาเพื่อความสนุกๆ เท่านั้น เพราะปัจจุบันความก้าว หน้าทางพันธุกรรม หรือที่ในวงการนักพันธุศาสตร์เรียกกันว่า คลื่นลูกที่ 4 อย่าง เทคโนโลยีชีวภาพ กำลังถูกศึกษา วิจัย ค้นคว้า และทดลอง เพื่อทำในสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของธรรมชาติได้บ้างแล้ว แม้ว่าผลลัพธ์อันเกิดจากการทดลองจะยังไม่มีใครบอกได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของมนุษยชาติ
1
Human Genome Project หรือ การศึกษาจีโนมมนุษย์ เป็นหนึ่งในโครงการศึกษาวิจัยทางชีววิทยา อันเกิดจากความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์ประเทศต่างๆ หลายร้อยคน โดยมีเป้าหมายที่ต้องการจะรู้เกี่ยวกับรายละเอียดของตำแหน่งทั้งหมดของมนุษย์ 80,000 ยีน บนโครโมโซม 23 คู่
อันที่จริงโครงการดังกล่าวนี้ นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากได้เคยมีการถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ รวมทั้งความเหมาะสมมาเป็นเวลานานหลายปีก่อนหน้านั้น จนกระทั่งรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา ได้อนุมัติโครงการ และให้เริ่มต้นการศึกษาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1990 หรือในปี พ.ศ2533 ที่ผ่านมา
โครงการนี้มีกำหนดสิ้นสุดในปี ค.ศ.2005 หรือ พ.ศ.2548 รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 15 ปี ในการนี้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ยอมทุ่มทุนสนับสนุน Human Genome Project เป็นจำนวนเงิน 3,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ต่อปีทีเดียว
Human Genome Project นอกจากจะมีนักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐแล้ว ยังมีนักวิทยาศาสตร์จากประเทศต่างๆ อย่าง ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯลฯ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ในส่วนของประเทศไทยนั้น แม้จะไม่ได้ส่งนักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมโครงการที่ว่านี้ แต่ก็มีการติดตาม ผลการศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง
"จีโนมมนุษย์คืออะไร..." ดร.สุทัศน์ ศรีวัฒนพงษ์ รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรม และเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ตั้งคำถาม และอธิบายว่า จีโนม คือ พิมพ์เขียวของสิ่งมีชีวิต เรียกง่ายๆ ว่าดีเอ็นเอ หรือสารพันธุกรรม มีโครงสร้างเป็นสาย 2 สาย เรียงกันเป็นเกลียวคู่ โดยอาศัยเบสจับเฉพาะกันมีทั้งหมด 4 ตัว คือ ถ้าเป็น adenine (A) ก็จะจับคู่กับ thymine (T) และguanine(G) จะจับคู่กับ cytosine(C)
บนโครโมโซม 24 คู่ ของมนุษย์จะมียีนตัวควบคุม 4 ตัวนี้ถึง 80,000 เรียงกันเป็นสาย ในจำนวนยีนทั้งหมด จะเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นรหัสควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม และเมื่อถอดรหัสไปแล้ว ก็จะพบโปรตีนชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เฉพาะ โปรตีนตัวนี้จะควบคุมลักษณะทางชีววิทยาของเซลล์ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ที่ถูกถ่ายทอดมาจากพ่อ และแม่ ทั้งหมดนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า จีโนม
ดร.สุทัศน์ ให้ข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติมว่า การที่นักวิทยาศาสตร์ศึกษาจีโนมมนุษย์ ก็เพราะต้องการรู้ว่าบนโครโมโซม ของยีนแต่ละคู่มีลักษณะการเรียงตัวอย่างไร มียีนอะไรบ้าง ในแต่ละเส้นแต่ละช่วงทำงานกันอย่างไร มีหน้าที่อย่างไร โดยยีนนักพันธุกรรมค้นพบคุณสมบัติจะถูกทำเครื่องหมายกำกับไว้ เพื่อจะดูต่อไปว่า มียีนอะไรบ้างที่ทำหน้าที่กำหนดโปรตีนที่เป็นประโยชน์ และมียีนกี่ตัวที่จะเข้าไปกำหนด เพราะตามปกติยีนบางตัวหรือบางชนิด อาจจะทำหน้าที่ของมันไม่ได้เพียงลำพัง แต่ต้องประกอบด้วยตัวอื่นๆ ด้วย
"ในปี 2546 คาดว่า เราจะรู้ว่ายีนทั้งหมด 80,000 ตัวนี้ เรียงตัวกันอย่างไร เมื่อเรารู้ ก็จะเลือก และรู้โรคที่เกิดจากพันธุกรรมได้ว่าเกิดจากความบกพร่องจากยีนตัวไหนของโครโมโซม" ดร.สุทัศน์ กล่าว
ผู้วชาญรายนี้ มั่นใจอย่างมากว่า จะมีประโยชน์มาก เพราะนอกจากจะรู้ว่ายีนจะเป็นตัวเกิดโรคหรือไม่แล้ว ยังสามารถตรวจสอบยีน หรือดีเอ็นเอของพ่อแม่ ได้ว่า คนไหน มียีนเด่น ยีนด้อย ที่มี Genotype เป็นพาหะทำให้เกิดโรค เช่น คนที่มี AA หรือ aa ไม่เป็นโรค แต่บังเอิญไปแต่งงานกับคนที่มียีน Aa ถ้าแต่งงานกันไปก็อาจจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางพันธุกรรม ซึ่งมาจากความบกพร่องของยีนพ่อ-แม่ก็ได้
"จะเป็นประโยชน์ในการวางแผนครอบครัว" ดร.สุทัศน์ บอก "แต่เป็นเรื่องเสี่ยงต่อจริยธรรมของแพทย์ เนื่องจากเป็นข้อมูลส่วนตัว จริงๆ แล้วการศึกษาเพื่อให้ข้อมูลทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ ก็ไม่ได้มีประโยชน์อย่างเดียว แต่มีโทษด้วย หากนำไปใช้ไม่ถูกทาง"
การนำข้อมูลจากการศึกษาจีโนมมนุษย์แล้วนำไปใช้ไม่ถูกทางที่นักพันธุกรรมอย่าง ดร.สุทัศน์ ว่าไว้ก็คือ มีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตอาจจะสามารถเปลี่ยนยีนด้อยที่พบนี้ได้ด้วยการเปลี่ยนเอายีนดี หรือยีนเด่นที่มีหน้าที่เฉพาะไปใส่ในมนุษย์ โดยใช้ยีนจากมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งในขณะนี้ในต่างประเทศสามารถทำได้แล้ว และก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์
2
มีรายงานอย่างเป็นทางการจาก Human Genome Project ว่าขณะนี้การศึกษาวิจัยดังกล่าว ดำเนินรุดหน้าไปรวดเร็วเกินกว่าที่ตั้งเป้าไว้ กระทั่งมีการคาดการณ์กันว่า โครงการจีโนมนุษย์จะเสร็จในปี ค.ศ.2003 เร็วกว่ากำหนดถึง 2 ปี เนื่องจากขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุกรรมได้ศึกษายีนบนโครโมโซม ได้มากกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ หรือค้นพบยีนที่เป็นส่วนประกอบของจีโนมมนุษย์มากกว่า 40,000 ชนิด และมีกว่า 60,000 ชนิด ที่ถูกศึกษาอย่างละเอียดแล้ว
สำหรับทางด้านการแพทย์ผลการวิจัยของโครงการดังกล่าวในเบื้องต้น ได้มีการค้นพบสาเหตุของยีนที่บกพร่องจนทำให้เกิดโรคทางพันธุกรรมหลายโรคด้วยกัน ความผิดพลาดในรหัสดีเอ็นเอ อันเกิดจากการผ่าเหล่า หรือกลายพันธุ์ของมิวเตชั่น ขณะนี้มีถึง 3,000-4,000 โรคด้วยกัน จากจำนวนยีน 100 ยีน ตั้งแต่โรคพันธุกรรมที่สำคัญ อย่าง โรคกล้ามเนื้อพิการดูเชนม์ ไตเป็นถุงน้ำ โรคเลือดจาก ธารัสซิเมีย และฮีโมฟีเลีย นอกจากนี้ยังพบว่า ยีนที่กลายพันธุ์เป็นสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่ง ที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันเลือดสูง อาการทางจิต โรคสมองเสื่อม ฯลฯ
"เราจะได้มากที่สุด ก็คือ เรื่องยา เพราะรู้แล้วก็สามารถนำไปใช้ในการทำ วัคซีนป้องกันโรค คือ การศึกษายีนครบ 80,000 ตัว ไม่ได้หมายความว่า เขาศึกษาไปเพื่อสร้างมนุษย์ตัดต่อยีนขึ้นมาจุดประสงค์คงเพื่อต้องการถอดรหัสดีเอ็นเอ ของยีนที่ทำให้เกิดโรคในมนุษย์มากกว่า แต่ความเป็นไปได้ในเรื่องนี้มันก็มี เหมือนกับที่กำลังศึกษายีนควบคุมความแก่ หรือยีนที่ทำให้คนฆ่าตัวตาย" นักพันธุกรรมนาม ดร.สุทัศน์ ให้รายละเอียด
การศึกษาเรื่องยีนที่ทำให้ฆ่าตัวตายนั้น เป็นหนึ่งในโครงการของจีโนมมนุษย์ ซึ่งนักพันธุกรรมเคยศึกษาพฤติกรรมของคนในครอบครัวที่ฆ่าตัวตายจะพบว่ามีโอกาสฆ่าตัวเองจากรุ่นต่อรุ่นในปริมาณที่สูงมาก หรือประมาณ 2 ใน 3 จะพบยีนคำสั่งให้ฆ่าตัวเองตายด้วย
ดร.สุทัศน์ ย้ำว่า เราจึงไม่ควรหวาดวิตกให้เกินกว่าเหตุ ส่วนการสร้างมนุษย์ตัดต่อยีนก็เช่นกัน เชื่อว่าทำได้ แต่ว่าขณะนี้สหรัฐออกมาห้ามแล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์ นำยีนชนิดหนึ่งไปใส่ในตับอ่อนของคนป่วย แล้วร่างกายคนไข้เกิดอาการไม่ยอมรับ จนถึงกับช็อกตาย ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า จะเกิดอะไรขึ้นอีกหรือไม่
"ผมว่าที่ฝรั่งมันศึกษา เพราะว่าอยากขายเครื่องมือ และก็ยามากกว่า" ดร.สุทัศน์ ให้ความเห็น
แม้นักวิชาการด้านพันธุศาสตร์ ส่วนใหญ่มองเห็นว่า การศึกษาจีโนมมนุษย์จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความรู้ด้านชีววิทยาในทุกสาขา โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้ยีน ทั้งมนุษย์ พืช และสัตว์ เพื่อนำมาผลิตยารักษาโรคอันเกิดจากพันธุกรรมที่ไม่เคยพบว่าจะรักษาให้หายได้ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ยอมรับว่า ผลที่ได้จากการศึกษา ก็ไม่ต่างอะไรจากดาบสองคม คือ เมื่อมีประโยชน์สูงสุด ก็ย่อมมีโทษตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากผู้ที่นำความรู้ดังกล่าวไปใช้ไม่มีจริยธรรม
นายแพทย์ชนินทร์ ลิ่มวงศ์ ในฐานะนักวิชาการ สาขาสหเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ และหน่วยอณูพันธุศาสตร์ สถานส่งเสริมการวิจัย คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลที่ติดตามโครงการ Human Genome Project มาโดยตลอด ให้ความเห็นว่า ข้อมูลทางพันธุศาสตร์ไม่ใช่สิ่งน่ากลัว เนื่องจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการรักษาโรคในมนุษย์ได้มากกว่า โดยเฉพาะการวินิจฉัยโรค การเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษา และการป้องกันโรคที่ไม่สามารถรักษาได้
"ถ้าเรารู้สาเหตุว่า ยีนตัวไหนที่บกพร่อง เราก็จะหาทางป้องกันโรค หรือไม่ให้เกิดโรค ที่แพทย์ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อาทิ การตรวจหาผู้ที่มียีนผิดปกติ แล้วควบคุมไว้ไม่ให้มีลูก เพราะไม่เช่นนั้นเด็กที่เกิดมาจะมีความเสี่ยงในขั้นที่เกิดโรคสูงมาก ซึ่งเป็นการควบคุมจำนวนประชากรด้อยคุณภาพอีกทางหนึ่งด้วย" น.พ.ชนินทร์ กล่าวและว่า ถ้าถามว่า สามารถถอดรหัสทางพันธุกรรมได้ทั้งหมด แล้วมนุษย์สามารถตัดต่อยีน โดยนำผู้ที่มียีนด้อยมาใส่ยีนเด่น หรือยีนอื่นๆ เข้าไป ทำได้หรือไม่ ตอบได้ว่า ทำได้ และมีความเป็นไปได้
"แต่ก็มีคำถามตามมาว่า แล้วจะทำไปเพื่ออะไร การนำข้อมูลของมนุษย์แต่ละคนมาใช้จะต้องระวัง ความรู้ทางพันธุศาสตร์ ไม่ต้องการจะลดความหลากหลายทางพันธุกรรม เพราะความผิดปกติของยีนเคยเกิดขึ้นมาแล้ว แม้ว่าจะเกิดขึ้นบ้างหรือไม่เกิดขึ้นบ้าง ตามลักษณะการถ่ายทอดจากพ่อ-แม่ แต่ไม่ได้หมายความว่า การมียีนผิดปกติเป็นข้อด้อย คนที่เป็นโรคธารัสซีเมีย อาจจะไม่มีโอกาสเป็นโรคมาลาเรียเลยก็มี ดังนั้น คนที่นำความรู้ตรงนี้ไปประยุกต์ใช้ เขาต้องทราบว่า เพื่ออะไร ตรงนี้ก็ต้องระวัง"
"อย่าลืมว่า การนำความรู้จากโครงการจีโนม ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถือว่า เป็นสาธารณะไปใช้ ทำได้ เช่นเดียวกับการเกิดมนุษย์ตัดต่อยีน ซึ่งมีความเป็นไปได้มาก เพราะทำได้ไม่ยากเลย ที่สหรัฐทำแล้ว แต่ร่างกายคนไข้รับไม่ได้ เกิดอาการไตวายจนทำให้เสียชีวิต จนรัฐบาลมีคำสั่งให้หยุดการทดลอง แต่เชื่อว่า เรื่องอย่างนี้ถ้าเปิดให้ทำกันอย่างเสรีเมื่อไรก็...ในปี 2003 รหัสพันธุกรรมของมนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรจากหนังสือเล่มหนึ่ง ฉะนั้น อย่าไปกลัวข้อมูลพันธุศาสตร์ ระวังคนที่จะใช้ข้อมูลดีกว่า" นายแพทย์ชนินทร์ กล่าว
3
การค้นพบตำแหน่ง และโครงสร้างของยีนที่เป็นสาเหตุของโรคพันธุกรรม ไม่เพียงทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ด้วยการตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอ ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่า ผู้ใดเกิดอาการผิดปกติ ก่อนที่อาการของโรคจะปรากฏ หรือ ตรวจดูโรคตั้งแต่เด็กยังอยู่ในครรภ์ รวมทั้งช่วยให้เข้าใจกลไกทางชีววิทยาในการเกิดโรค ได้อย่างเดียว หากนั่น ยังหมายถึงการรักษาด้วยการเปลี่ยนแปลงกฎทางพันธุกรรม ด้วยการนำยีนของคนอื่นไปใส่ในของมนุษย์อีกชีวิตหนึ่งได้ ทั้งๆ ที่เด็กยังเป็นเพียงแค่ตัวอ่อน
"ความรู้ที่เขาได้ไป ทำได้ทั้งมนุษย์โคลนนิ่ง หรือมนุษย์ตัดต่อยีน โคลนนิ่งมันกลายเป็นสิ่งธรรมดา แต่ตัดต่อยีนมันยากขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง แต่ถึงจะทำได้ ก็จะได้มนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบออกมา สิ่งที่นักพันธุศาสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์ทำ มันเรื่องของกาย คือ ดีเอ็นเอ การถอดรหัสทางพันธุกรรมไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่ความก้าวหน้า ของมันเคยมีของมันอยู่แล้ว เขาต้องการศึกษาในสิ่งที่ตามองเห็น มันเป็นการศึกษาทางกาย แต่มนุษย์มันมีมากกว่ากาย สิ่งที่ควบคุมร่างกาย คือ จิต "นายแพทย์ประสาน ต่างใจ นักวิชาการผู้ค้นคว้าในเรื่องจิตอธิบาย
ความแตกต่างของ "กาย" หรือรหัสพันธุกรรมที่นักพันธุศาสตร์กำลังศึกษา และเรื่องจิตที่ทำหน้าที่ควบคุมกาย แม้จะเป็นสิ่งที่สามารถวิวัฒนาการได้ แต่ในความหมายของ นายแพทย์ประสาน ก็คือ นักวิทยาศาสตร์จะเปลี่ยนได้เฉพาะดีเอ็นเอที่อยู่ในนิวเคลียสเท่านั้น แต่ดีเอ็นเอที่อยู่ส่วนนอกเรียกว่า Mitrocondia ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมพลังงาน มนุษย์ยังถอดรหัสไม่ได้
"การสร้างมนุษย์ตัดต่อยีนก็ดี หรือ มนุษย์โคลนนิ่งก็ดี มันเป็นการถูกสร้างและกำหนดขึ้นมา มนุษย์พวกนี้เปลี่ยนไป มีร่างกายเหมือนเราทุกอย่าง เก่งทุกอย่าง แต่เขาไม่สามารถทำอะไรบางอย่างได้อย่างเรา เพราะเขาไม่ใช่ธรรมชาติ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเป็นตัวกำหนดเราขึ้นมา ให้เป็นอย่างนั้น มีความรู้สึก มีชีวิตจิตใจ แต่มนุษย์ที่ถูกสร้าง และอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เราไม่มีวันจะรู้ ก็เหมือนกับการตัดต่อยีนในพืช ในอนาคต เราไม่มีทางรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมา"
ดังนั้น การเกิดของมนุษย์จึงไม่ควรถูกกำหนดหรือถูกทำให้อยู่เหนือกฎใดๆ ทั้งสิ้น เพราะการเปลี่ยนมนุษย์พันธุ์ใหม่คนเดียว แต่สิ่งแวดล้อมไม่เปลี่ยนก็ไม่มีประโยชน์ จะทำให้เสียสมดุลของระบบนิเวศโดยใช่เหตุ หรือ ถ้ามีการตัดต่อยีนในคน โดยใช้จากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส มาใช้กับยีน 80,000 ตัว ถึงยีนใหม่ที่ใส่เข้าไปจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ยีนที่อยู่ห่างออกไปอีกหลายๆอะตอมก็จะถูกกระทบทันที และจะสั่นสะเทือนถึงกันหมดโดยที่เราไม่ทันรู้สึกตัว
"การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ เราไม่มีทางรู้ว่า มันจะไปกระทบอะไรบ้าง และเป็นไปในรูปแบบไหน...เราอาจสร้างมนุษย์ที่ฉลาด อัจฉริยะขึ้นได้ แต่ว่าสืบพันธุ์ไม่เป็น มันก็ไม่มีประโยชน์ นี่คือ สิ่งที่เราไม่รู้ ในแง่ไม่รุนแรง แต่ถ้าในแง่รุนแรงล่ะ ในฐานะแพทย์ที่ศึกษาทางด้านชีววิทยามานาน พบว่า การใส่ยีนคนอื่นเข้าไปในยีนของคนที่เราจะสร้างขึ้นมา มันจะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ง่ายขึ้น สุขภาพเปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้น ถ้าสร้างมนุษย์ตัดต่อยีน ก็ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ขึ้นมาด้วย"
นายแพทย์ประสาน มองว่า การศึกษาทางพันธุกรรมของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ที่อ้างกันว่าเพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิชาการนั้น ไม่จริง แต่เป็นเพราะต้องการเอาชนะธรรมชาติมากกว่า เรื่องการศึกษาโครโมโซม ยีน ก็จำเป็นต้องศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ในแง่ความรู้เท่านั้น แต่ว่าการรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ โดยนำมนุษย์เข้าไปเปลี่ยนสิ่งเดิมที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ต้องคิด
"การนำยีนตัวหนึ่ง จากคนหนึ่ง ไปใส่ในคนไข้อีกคนหนึ่ง แม้จะรักษาโรคนี้ได้ แต่ก็จะเกิดโรคอื่นได้เช่นกัน
มนุษย์อยู่เหนือเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่พ้น การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นยีนในร่างกายมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องดำเนินไปพร้อมๆ กัน มันมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันมานานแล้ว แต่วิทยาศาสตร์ที่เขากำลังค้นคว้ามันเป็นความรู้ด้านเดียว เงื่อนไขของมนุษย์ และธรรมชาติทุกคน ต้องมีเวลา สถานที่ และวัตถุ เป็นตัวกำหนด สิ่งเหล่านี้จะแยกออกจากกันไม่ได้ การศึกษาเพื่อความรู้ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ทำได้ แต่การนำความรู้มาเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ มาสร้างมนุษย์ตัดต่อยีน ผมว่า มันอันตราย ไม่ว่าคุณจะอยากมีลูกแค่ไหน หรือว่าจะอะไรก็ตาม" นายแพทย์ผู้วชาญทางด้านชีววิทยาระบุ
ถ้าวันหนึ่งคุณแต่งงาน...แล้วเกิดอยากมีลูก แล้วไปตรวจพบว่า สามีและตัวคุณเองมีดีเอ็นเอบกพร่องทั้งคู่ คุณจะตัดสินใจอย่างไร มีลูกต่อไป โดยหวังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพเข้าช่วย หรือยอมรับการใช้ชีวิตครอบครัวโดยไม่มีสมาชิกใหม่เข้ามาเป็นสายสัมพันธ์ "มนุษย์ตัดต่อยีน" "มนุษย์โคลนนิ่ง"อาจจะกำลังเกิดขึ้นแล้วก็ได้ใครจะรู้ เพราะสิ่งที่ไม่มี ไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีอยู่เลย...คุณจะตัดสินใจอย่างไร?
ดังนั้น การเกิดของมนุษย์จึงไม่ควรถูกกำหนดหรือถูกทำให้อยู่เหนือกฎใดๆ ทั้งสิ้น เพราะการเปลี่ยนมนุษย์พันธุ์ใหม่คนเดียว แต่สิ่งแวดล้อมไม่เปลี่ยนก็ไม่มีประโยชน์ จะทำให้เสียสมดุลของระบบนิเวศโดยใช่เหตุ หรือ ถ้ามีการตัดต่อยีนในคน โดยใช้จากเชื้อแบคทีเรียไวรัส มาใช้กับยีน 80,000 ตัว ถึงยีนใหม่ที่ใส่เข้าไปจะทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลง แต่ยีนที่อยู่ห่างออกไปอีกหลายๆอะตอมก็จะถูกกระทบทันที และจะสั่นสะเทือนถึงกันหมดโดยที่เราไม่ทันรู้สึกตัว
"การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ เราไม่มีทางรู้ว่า มันจะไปกระทบอะไรบ้างและเป็นไปในรูปแบบไหน...เราอาจสร้างมนุษย์ที่ฉลาด อัจฉริยะขึ้นได้แต่ว่าสืบพันธุ์ไม่เป็น มันก็ไม่มีประโยชน์ นี่คือ สิ่งที่เราไม่รู้ ในแง่ไม่รุนแรง แต่ถ้าในแง่รุนแรงล่ะ ในฐานะแพทย์ที่ศึกษาทางด้านชีววิทยามานาน พบว่า การใส่ยีนคนอื่นเข้าไปในยีนของคนที่เราจะสร้างขึ้นมา มันจะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ง่ายขึ้น สุขภาพเปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้น ถ้าสร้างมนุษย์ตัดต่อยีน ก็ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ขึ้นมาด้วย"
นายแพทย์ประสาน มองว่า การศึกษาทางพันธุกรรมของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ที่อ้างกันว่าเพื่อความก้าวหน้าทางด้านวิชาการนั้น ไม่จริง แต่เป็นเพราะต้องการเอาชนะธรรมชาติมากกว่า เรื่องการศึกษาโครโมโซม ยีน ก็จำเป็นต้องศึกษาเพื่อเป็นประโยชน์ในแง่ความรู้เท่านั้น แต่ว่าการรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ โดยนำมนุษย์เข้าไปเปลี่ยนสิ่งเดิมที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ต้องคิด
"การนำยีนตัวหนึ่ง จากคนหนึ่ง ไปใส่ในคนไข้อีกคนหนึ่ง แม้จะรักษาโรคนี้ได้ แต่ก็จะเกิดโรคอื่นได้เช่นกัน มนุษย์อยู่เหนือเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่พ้น การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นยีนในร่างกายมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องดำเนินไปพร้อมๆ กัน มันมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันมานานแล้ว แต่วิทยาศาสตร์ที่เขากำลังค้นคว้ามันเป็นความรู้ด้านเดียว เงื่อนไขของมนุษย์ และธรรมชาติทุกคน ต้องมีเวลา สถานที่ และวัตถุ เป็นตัวกำหนด สิ่งเหล่านี้จะแยกออกจากกันไม่ได้ การศึกษาเพื่อความรู้ และนำกลับมาใช้ประโยชน์ทำได้ แต่การนำความรู้มาเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ มาสร้างมนุษย์ตัดต่อยีน ผมว่า มันอันตราย ไม่ว่าคุณจะอยากมีลูกแค่ไหน หรือว่าจะอะไรก็ตาม" นายแพทย์ผู้วชาญทางด้านชีววิทยาระบุ
ถ้าวันหนึ่งคุณแต่งงาน...แล้วเกิดอยากมีลูก แล้วไปตรวจพบว่า สามีและตัวคุณเองมีดีเอ็นเอบกพร่องทั้งคู่ คุณจะตัดสินใจอย่างไร มีลูกต่อไป โดยหวังความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพเข้าช่วย หรือยอมรับการใช้ชีวิตครอบครัวโดยไม่มีสมาชิกใหม่เข้ามาเป็นสายสัมพันธ์ "มนุษย์ตัดต่อยีน" "มนุษย์โคลนนิ่ง" อาจจะกำลังเกิดขึ้นแล้วก็ได้ใครจะรู้ เพราะสิ่งที่ไม่มี ไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีอยู่เลย...คุณจะตัดสินใจอย่างไร?

การถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์
HUMAN GENOME (อ่านว่า "ฮิวแมน-จี-โนม") คือ รหัสสารเคมีที่จำเป็นในการสร้างมนุษย์ พิมพ์เขียวของมนุษย์จะประกอบด้วย ดีเอ็นเอ(DNA=Deoxyribonucleic acid) ซึ่งเป็นโมเลกุล ที่เชื่อมต่อเป็นสายโซ่ประกอบด้วยสารฟอสเฟตและน้ำตาลในรูปของเกลียวขั้นบันได (Double helix ladder) ดีเอ็นเอของแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ที่ไม่ซ้ำกัน ยกเว้นในกรณีที่เป็นฝาแฝด
GENE (อ่านว่า "ยีน") เป็นชิ้นส่วนที่ประกอบอยู่ในดีเอ็นเอ ทำหน้าที่สั่งการสังเคราะห์โปรตีน ซึ่งควบคุมกระบวนการทางชีวิตทุกขั้นตอนตั้งแต่เกิดจนตาย ยีนหรือพันธุกรรมคิดเป็นส่วน 2-4% ของดีเอ็นเอของมนุษย์ ส่วนที่เหลือเป็น "ขยะ" หรือดีเอ็นเอเงียบซึ่งยังไม่ทราบประโยชน์ใช้สอย คำว่า GENE มีรากศัพท์จากภาษากรีก "genos" แปลว่ากำเนิดหรือการเกิดประมาณการณ์กันไว้ว่า จำนวนยีนมีอยู่ราว 28,000-140,000 หน่วย
CHROMOSOME (อ่านว่า "โคร-โม-โซม") คือ สายโซ่ดีเอ็นเอ 1 คู่ มนุษย์จะมีโครโมโซม 23 คู่ ฝังอยู่ในแกนของแต่ละเซลล์ โครโมโซม x และ y จะเป็นตัวกำหนดเพศ (xx = ผู้หญิง, xy = ผู้ชาย) ถ้านำโครโมโซมจากทุกเซลล์ในร่างกายคนๆ เดียวมาเรียงต่อท้ายกันเข้าจะยาวถึง 160,000 ล้านกิโลเมตร (100,000 ล้านไมล์)
SEQUENCING (อ่านว่า "ซี-เคว้นซิ่ง) คือ ฐานของดีเอ็นเอประกอบด้วยสารประกอบต่างๆ คือกรดอะมิโน 4 ตัว มาเรียงลำดับต่อเนื่องกัน คือ A, C, G และ T (A=adenine, C=cytosine, G=guamne, T=thymine) การเรียงลำดับต้องอาศัยการแตกตัวของดีเอ็นเอเป็นท่อนเล็กๆ แล้วนำข้อมูล มาประกอบขึ้นใหม่ในฮิวแมนจีโนม จะมีตัวอักษรดัวกล่าวราว 3,000 ล้านตัวอักษร
GENE THERAPY PROTEINS (อ่านว่า "ยีน-เทอ-รา-ปี่) คือ การย้ายหน่วยพันธกรรม ที่ประยุกต์แล้วเข้าไปในร่างกายเพื่อประโยชน์ในเชิงการรักษาโรค โดยจะเข้าไปชดเชย ทดแทนหน่วยพันธุกรรมที่ผิดปกติ
PROTEINS (อ่านว่า "โปร-ทีน) คือสารที่ควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรม (ยีน) และเป็นส่วนประกอบ ของแทบจะทุกอย่างในร่างกาย อีกทั้งรับผิดชอบในการเปิดปิดยีน ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกาย จะมีโปรตีนในรูปของเอ็นไซม์เป็นตัวเร่ง
วิทยาศาสตร์ด้านจีโนม (genome) ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญมากอย่างยิ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 21 นี้ ผลงานที่ผ่านมาทำให้มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากหันมาศึกษาและทำงานวิจัยเรื่องจีโนม กล่าวกันว่าความเข้าใจเรื่องจีโนมถือเป็นการปฏิวัติความรู้ทางด้านชีววิทยาเลยทีเดียว

การศึกษาเรื่องจีโนมนั้นมีมานานแล้ว โดยศึกษาจากสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำก่อน เช่น พืชหรือสัตว์เซลเดียว ขึ้นมาหาสิ่งมีชีวิตหลายเซลที่ซับซ้อนขึ้น นักวิทยาศาสตร์พบว่า DNA Sequence ที่เหมือนกันในยีนของสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันจะทำหน้าที่เหมือนกัน การศึกษาจีโนมจากสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำจึงช่วยให้ทำความเข้าใจจีโนมมนุษย์ได้ง่ายขึ้นด้วย

ส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์จากการศึกษาจีโนมที่รู้จักกันดีในปัจจุบันได้แก่ จีเอ็มโอ (GMO’s – Genetically Modified Organisms)

โครงการจีโนมมนุษย์ หรือ Human Genome Project ย่อว่า HGP เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1990 (2533) โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา มีกรมการพลังงาน (U.S. Department of Energy) กับสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติ (National Institute of Health) ของสหรัฐฯ ร่วมกันเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เป้าหมายของโครงการมีดังนี้
o หาเอกลักษณ์ของยีนในมนุษย์ซึ่งมีจำนวนประมาณ 100,000 ยีนต่อคน
o ค้นหาตำแหน่งของคู่เบสอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของ DNA และมีจำนวนประมาณ 3 พันล้านคู่ต่อคน
o จัดเก็บข้อมมูลที่ศึกษาได้ในแบบฐานข้อมูล
o พัฒนาเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล
o เผยแพร่งานและผลงานด้านจรรยาบรรณ กฎหมาย และสังคม ที่เกี่ยวข้องหรือสืบเนื่องกับโครงการ
ระยะเวลาของโครงการที่กำหนดไว้แต่เดิมคือ 15 ปี (ค.ศ. 1990 ถึง 2004) แต่เนื่องจากเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก จึงคาดว่าจะบรรลุเป้าหมายก่อนกำหนด 1 ปี นั่นคืออาจจะเสร็จสมบูรณ์ได้ภายใน ค.ศ. 2003

หน่วยงานวิจัยของประเทศอื่น ๆ ยังสามารถขอเข้าร่วมโครงการนี้ได้ด้วย ขณะนี้มีประเทศที่เข้าร่วมโครงการหลายประเทศ เฉพาะที่มีโปรแกรมสำคัญได้แก่ประเทศ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน เดนมาร์ก สหภาพยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมันนี อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลี เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ รัสเซีย สวีเดน และอังกฤษ

คาดว่าเทคโนโลยีด้านดีเอ็นเอที่ได้จากการศึกษาจีโนมจะทำให้เกิดธุรกิจขนาดยักษ์มูลค่าสูงกว่า 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี ค.ศ. 2009 หรืออีกประมาณ 9 ปีข้างหน้า

อาจจะมีผู้อ่านบางท่านที่ลืมเลือนเรื่องราวเกี่ยวกับพันธุกรรมไปแล้ว และสงสัยว่า คู่เบส ดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอ ยีน โครโมโซม เหล่านี้คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร จึงขออนุญาตทบทวนพร้อมกับปูพื้นเรื่องต่างๆ ไปด้วย ก่อนที่จะกล่าวถึงโครงการจีโนมมนุษย์ต่อไป

จีโนม
จีโนม หมายถึงส่วนประกอบที่เกี่ยวกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมที่มีอยู่ในโครโมโซมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง และโดยหน้าที่ยังหมายถึงชุดคำสั่งหรือวิธีการทั้งหมดที่ใช้ในการสร้างและการดำเนินชีวิต เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวสำหรับสร้างโครงสร้างของเซลทุกเซล พร้อมด้วยกิจกรรมที่เซลแต่ละเซล หรืออีกนัยหนึ่ง ชีวิต ต้องทำไปตั้งแต่เกิดจนตาย

จีโนมอยู่บนดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งย่อมาจาก deoxyribonucleic acid โมเลกุลของดีเอ็นเอจับตัวอยู่กับโมเลกุลของโปรตีนในอัตราส่วนเท่า ๆ กัน ประกอบกันขึ้นเป็นโครโมโซม (chromosome) และโครโมโซมอยู่ในนิวเคลียส (nucleus) ของเซล


รูปที่ 1 แสดงโครโมโซมของมนุษย์

ในมนุษย์ นอกจากเซลเม็ดเลือดแดงซึ่งไม่มีนิวเคลียสแล้ว เซลอื่น ๆ จะมีโครโมโซมอยู่ภายในทั้งสิ้น โดยปกติมีจำนวน 46 โครโมโซม จำนวนโครโมโซมของสิ่งมีชีวิตเป็นเลขคู่เสมอ เพราะได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างเซลสืบพันธุ์ของพ่อและแม่อย่างละครึ่ง เราสามารถจัดโครโมโซมที่มีลักษณะเหมือนกันแต่มาจากพ่อและแม่เป็นคู่ ๆ ได้ จึงนิยมกล่าวถึงจำนวนโครโมโซมเป็นจำนวนคู่ โครโมโซมมนุษย์มีจำนวน 23 คู่ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีจำนวนโครโมโซมแน่นอน และไม่เท่ากันเป็นส่วนใหญ่ เช่น

สิ่งมีชีวิต จำนวนโครโมโซม (คู่)
แมลงหวี่ 4
กบ 13
หมู 20
หนู 21
วัว 30
คน 23
ถั่วลันเตา 7
หัวหอม 8

DNA
โมเลกุลของดีเอ็นเอที่อยู่บนโครโมโซมมีความยาวมาก เมื่ออยู่ในโครโมโซมจึงอยู่ในลักษณะที่ขมวดเข้าด้วยกัน แต่ละโมเลกุลของดีเอ็นเอแบ่งออกเป็นหน่วยย่อย ๆ เรียกว่านิวคลีโอไทด์ยูนิต (nucleotide unit) ซึ่งประกอบด้วย หมู่ฟอสเฟต, น้ำตาลดีออกซีไรโบส (deoxyribose), และสารประกอบไนโตรเจนที่เรียกว่านิวคลีโอไทด์ (nucleotides) นิวคลีโอไทด์ที่จับตัวกันอยู่บนดีเอ็นเอนี้เรียกว่า เบส (base) เบสในดีเอ็นเอมีเพียง 4 ชนิดได้แก่ guanine, cytosine, thymine, และ adenine นิยมเรียกโดยย่อว่า G C T และ A ตามลำดับ ดีเอ็นเอมีลักษณะเป็นเส้นนิวคลีโอไทด์ 2 เส้นพันกันแบบเชือกฟั่น บางครั้งจึงนิยมเรียกโมเลกุลของดีเอ็นเอว่าเชือกดีเอ็นเอ (DNA strand) เส้นนิวคลีโอไทด์เกิดจากการจับตัวกันของเบสกับน้ำตาลดีออกซีไรโบส น้ำตาลดีออกซีไรโบสจับกับหมู่ฟอสเฟต หมู่ฟอสเฟตจับกับน้ำตาลดีออกซีไรโบส แล้วน้ำตาลดีออกซีไรโบสก็จับกับเบสอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไปแบบลูกโซ่ ส่วนการเกิดเป็นเส้นคู่นั้น เนื่องจากเบสของเส้นหนึ่งจับกับเบสของอีกเส้นหนึ่งด้วยไฮโดรเจนบอนด์ โดยที่ guanine จับคู่กับ cystosine และ thymine จับคู่กับ adenine แต่ละคู่นี้เรียกว่าคู่เบส (base pair) เป็นคู่ที่แน่นอน ไม่มีการสับคู่ (รูปที่ 2 ) การเรียงลำดับของคู่เบสมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นรหัสที่สื่อถึงข้อมูลอันจำเป็นแห่งชีวิต ในคนเรามีคู่เบสโดยประมาณ 3,000 ล้านคู่ ประกอบกันขึ้นเป็นจีโนมของคน


รูปที่ 2 โครงสร้างของดีเอ็นเอ

ถ้าหากนำโมเลกุลดีเอ็นเอที่ขมวดอยู่ในโครโมโซมมายืดออก จะมีความยาวถึง 1.5 เมตร แต่กว้างเพียงเศษ 1 ส่วนล้านล้านนิ้ว ไม่น่าเชื่อว่าสายดีเอ็นเอที่เล็กจนมองไม่เห็นนี้จะมีรหัสบันทึกข้อมูลที่จำเป็นในการสร้างและการดำรงค์ชีวิตสำหรับชีวิตทุกชีวิตอยู่ ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตเซลเดียวอย่างแบคทีเรียไปจนถึงสัตว์หลายเซลที่ซับซ้อนอย่างมนุษย์

เมื่อกล่าวถึงขนาดของจีโนม โดยปกติจะมีค่าเท่ากับจำนวนคู่เบสทั้งหมดในสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ ตารางที่ 1 เปรียบเทียบระหว่างจำนวนโครโมโซมทั้งหมดที่ทราบตำแหน่งของดีเอ็นเอ (DNA Sequence) แล้ว กับขนาดของจีโนมในมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ

ขนาดของโครโมโซมที่ทราบ DNA Sequence และจีโนม คู่เบส
โครโมโซมหมายเลข 3 ของยีสต์ 350,000
จีโนม ของ Escherichia coli (bacterium) 4.6 ล้าน
โครโมโซมใหญ่สุดของยีสต์ที่ทำแผนผังได้แล้ว * 5.8 ล้าน
จีโนมของยีสต์ทั้งหมด 15 ล้าน
โครโมโซมขนาดเล็กที่สุดของมนุษย์ (โครโมโซม Y) 50 ล้าน
โครโมโซมที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ (โครโมโซม 1) 250 ล้าน
จีโนมของมนุษย์ 3,000 ล้าน
* การทำแผนผังยีน ( Gene mapping ) หมายถึงการหาตำแหน่งของยีน และระยะห่างระหว่างยีนต่าง ๆ บนดีเอ็นเอ

เมื่อเซลแบ่งตัว โมเลกุลอันยืดยาวของดีเอ็นเอจะคลี่ออก แล้วไฮโดรเจนบอนด์ที่ยึดคู่เบสไว้จะหลุดออกจากกัน ทำให้เส้นนิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอแยกออกจากกันไปด้วย (รูปที่ 3) แต่ละเส้นจะประกอบเส้นใหม่สำหรับตัวเองขึ้น โดยเบสจะจับคู่ใหม่กับนิวคลีโอไทด์อิสระในลักษณะเดิม คือ A จับกับ T และ C จับกับ G ในที่สุดก็เกิดเป็นดีเอ็นเอขึ้นใหม่ 2 โมเลกุล แต่ละโมเลกุลประกอบด้วยเส้นดีเอ็นเอเดิมเส้นหนึ่งและเส้นใหม่อีกเส้นหนึ่ง กระบวนการนี้เรียกว่า DNA Replication ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างดีเอ็นเอใหม่แบบให้เหมือนเดิมทุกประการ และมีโอกาสเกิดความผิดเพี้ยนหรือผ่าเหล่า ( mutation ) น้อยมาก จีโนมทั้งหมดถูกถ่ายทอดมายังดีเอ็นเอใหม่อย่างครบถ้วนในลักษณะนี้



รูปที่ 3 แสดง DNA Replication


Genes
แต่ละโมเลกุลของดีเอ็นเอประกอบด้วยยีน (gene) มากมาย คำว่ายีนหมายถึงหน่วยถ่ายทอดพันธุกรรมหน่วยหนึ่ง ซึ่งที่จริงก็คือชุดของคู่เบสหลายคู่ที่มาเรียงลำดับกันนั่นเอง แต่ถูกจัดเป็นชุดหรือเป็นยีนหนึ่ง ๆ เนื่องจากการเรียงลำดับคู่เบสในส่วนนั้นประกอบกันขึ้นเป็นรหัสที่สื่อถึงข้อมูลได้ประการหนึ่ง ยีนมีตำแหน่งแน่นอนโดยการอ้างอิงกับโครโมโซม ประมาณว่าในจีโนมของมนุษย์มียีนกว่า 100,000 ยีน

ยีนมนุษย์มีขนาดไม่เท่ากัน บางยีนมีขนาดหลายพันคู่เบส ขณะนี้ทราบแล้วว่าในจีโนมทั้งหมด มีคู่เบสที่เป็นรหัสข้อมูลสำหรับสร้างโปรตีน (protein-coding sequence) เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ลำดับคู่เบสในยีนที่เป็นรหัสสำหรับสร้างโปรตีนมีชื่อเรียกว่าเอ็กซอน (exon หรือ exon sequence) คู่เบสที่เหลืออีกร้อยละ 90 เป็นคู่เบสที่ไม่เป็นรหัสข้อมูลและอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในยีน ลำดับคู่เบสที่ข้อมูลเกี่ยวกับการเรียงลำดับถูกส่งออกไปนอกนิวเคลียสแต่ไปไม่ถึงกระบวนการสร้างโปรตีนก็มี เรียกว่าอินทรอน (intron หรือ intron sequence) คาดว่าดุลยภาพหรือส่วนที่ลงตัวของจีโนมนั้นต้องอาศัยคู่เบสอื่น ๆ ที่ไม่แสดงว่าเป็นรหัสเลยด้วย แต่คู่เบสเหล่านั้นทำหน้าที่อะไร ขณะนี้ยังไม่ทราบ สันนิษฐานว่าอาจจะทำหน้าที่ควบคุมลำดับคู่เบส หรือเป็นตัวกั้นระหว่างส่วนต่าง ๆ ในยีน ก็เป็นได้

สิ่งมีชีวิตทั้งหมดมีโปรตีนเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ และมีบทบาทสำคัญคือยิ่งเนื่องจากเป็นตัวกำหนดหน้าที่ของเซล เราทราบว่าเซลแต่ละส่วนในร่างกายไม่เหมือนกัน เช่น เซลฝ่ามือ เซลหนังศีรษะ เซลตับ มีความแตกต่างกันออกไปทั้งหน้าตาและหน้าที่ สิ่งที่ทำหน้าที่กำหนดความแตกต่างเหล่านี้ก็คือโปรตีนที่อยู่ในเซลนี่เอง

ในร่างกายมนุษย์มีการสร้างโปรตีนประมาณ 100,000 ชนิด โปรตีนมีโมเลกุลใหญ่และซับซ้อน ประกอบขึ้นจากกรดอมิโน (amino acid) ซึ่งมี 20 ชนิด การเรียงลำดับของกรดอมิโนในโปรตีนเป็นไปตามข้อมูลที่ได้รับมาจากเอ็กซอน คู่เบส 3 คู่ในเอ็กซอนที่เป็นรหัสของกรดอมิโนเรียกว่าโคดอนส์ (codons) ตัวอย่างเช่น โคดอนส์อันหนึ่งมีลำดับคู่เบส ATG จะหมายถึงกรดอมิโนเมธิโอนีน (methionine) เนื่องจากการระบุกรดอมิโน 1 โมเลกุลใช้คู่เบส 3 คู่ และขนาดเฉลี่ยของยีนมีคู่เบสประมาณ 3,000 คู่ นั่นหมายถึงโปรตีนจากยีนขนาดเฉลี่ยจะมีกรดอมิโนต่อกันอยู่ประมาณ 1,000 โมเลกุลด้วย

รหัสพันธุกรรม (genetic code) หมายถึงอนุกรมของโคดอนส์ซึ่งทำหน้าที่กำหนดว่าจะต้องใช้กรดอมิโนตัวใดในการสร้างโปรตีนที่ต้องการ

บริเวณที่มีการสร้างโปรตีนในเซลได้แก่บริเวณนอกนิวเคลียส ซึ่งเรียกว่าไซโตพลาสซึม (cytoplasm) รหัสคำสั่ง (ลำดับคู่เบส) สำหรับสร้างโปรตีนจากยีนถูกส่งผ่านกรดซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้นำสาร (messenger) ชนิดหนึ่งคือ เอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger ribonucleic acid – mRNA) เอ็มอาร์เอ็นเอมีโครงสร้างเหมือนกับเส้นนิวคลีโอไทด์เส้นหนึ่งของดีเอ็นเอทุกประการยกเว้นนิวคลีโอไทด์ thymine (T) ถูกแทนที่ด้วยนิวคลีโอไทด์ Uracil (U) ซึ่งจะจับคู่กับ Adenine (A) เหมือน T ในดีเอ็นเอ เมื่อต้องการนำข้อมูลจากยีนไปใช้ (gene expression) นิวเคลียสจะสร้างเอ็มอาร์เอ็นเอขึ้นโดยมีดีเอ็นเอเป็นต้นแบบ กระบวนการนี้เรียกว่า Transcription แล้วเอ็มอาร์เอ็นเอจะเดินทางออกจากนิวเคลียสมาที่ไซโตพลาสซึม ไรโบโซมซึ่งมีส่วนประกอบเป็นโปรตีนและอาร์เอ็นเอชนิดหนึ่งจะทำหน้าที่แปลรหัสจากแต่ละโคดอนส์ของเอ็มอาร์เอ็นเอว่า ต้องการกรดอมิโนตัวใด แล้วจะสั่งให้ทีอาร์เอ็นเอซึ่งทำหน้าที่ในการขนส่ง (transfer RNA – tRNA) ไปดึงกรดอมิโนอิสระที่ต้องการมายังไรโบโซมเพื่อให้ไรโบโซมต่อกรดอมิโนเข้าด้วยกันเป็นโมเลกุลโปรตีนขนาดใหญ่ขึ้น



ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถแยกเอ็มอาร์เอ็นเอออกมาได้และใช้เป็นต้นแบบในการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ ดีเอ็นเอที่สังเคราะห์ขึ้นเรียกว่า ซีดีเอ็นเอ (complementary DNA ย่อ cDNA) เมื่อนำซีดีเอ็นเอนี้ไปเปรียบเทียบหาส่วนที่ตรงกันในดีเอ็นเอจริงบนโครโมโซม ก็ช่วยให้ทราบตำแหน่งของยีนบนโครโมโซมที่เป็นต้นแบบของเอ็มอาร์เอ็นเอนั้น ๆ ได้ วิธีการนี้ใช้ในการทำแผนผังโครโมโซม (chromosome mapping) ด้วย

Chromosome
ได้กล่าวถึงโครโมโซมมาบ้างแล้วในตอนต้นว่าเป็นที่อยู่ของดีเอ็นเอและอยู่ในนิวเคลียสของเซล เซลโดยทั่วไปของมนุษย์มีโครโมโซม 46 โครโมโซม แบ่งออกเป็น 2 ชุด ได้ชุดละ 23 โครโมโซม คือมาจากพ่อชุดหนึ่งและมาจากแม่ชุดหนึ่ง ในแต่ละชุดมีโครโมโซมเพศ (sex chromosome) อยู่ 1 โครโมโซม ที่เหลือเป็นโครโมโซมร่างกาย (autosome) โครโมโซมเพศของผู้หญิงเป็นโครโมโซม X ทั้งคู่ ส่วนในผู้ชายจะมีโครโมโซม X และ Y ในเซลสืบพันธุ์มีโครโมโซมเพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนปกติ คือมีเพียง 23 โครโมโซมเท่านั้น เมื่อมีการผสมกับเซลสืบพันธุ์จากอีกเพศหนึ่งแล้วก็จะกลับมาเป็น 46 โครโมโซมเท่าเดิม ดีเอ็นเอบนโครโมโซมหนึ่ง ๆ มีคู่เบสโดยเฉลี่ยประมาณ 150 ล้านคู่

โครโมโซมมีขนาดใหญ่พอที่จะเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่ใช้แสงธรรมดา ไม่ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน เมื่อใช้การย้อมสีช่วย ก็จะทำให้เห็นแถบสีสว่างมืดเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนของคู่ A - T และคู่ G - C เนื่องจากขนาดของแถบสีมีความแตกต่างกันไป จึงช่วยให้เราสามารถแยกแยะเห็นความแตกต่างของโครโมโซมได้ ซึ่งเป็นโครโมโซมร่างกาย 22 แบบ โครโมโซม X 1 แบบ และโครโมโซม Y อีก 1 แบบ จึงมีทั้งหมด 24 แบบ เมื่อนำโครโมโซมทั้งหมดมาเรียงกันจากขนาดใหญ่ไปหาขนาดเล็ก จะได้แผนผังโครโมโซมที่มีชื่อเรียกว่า คาริโอไทป์ (Karyotype) ดูรูปที่ 6 ในผังคารีโอไทป์มีหมายเลขกำกับโครโมโซมแต่ละขนาดไว้ด้วยซึ่งใช้อ้างอิงได้ เช่น เมื่อกล่าวถึง chromosome 1 ของมนุษย์ ก็จะหมายถึงโครโมโซมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเซลมนุษย์




รูปที่ 6 คารีโอไทป์ ในรูปมีโครโมโซม 21 เพิ่มขึ้นมาอีก 1 โครโมโซม เนื่องจากเป็นคารีโอไทป์ที่ได้จากผู้มีภาะปัญญาอ่อนแบบ Down's syndrome คารีโอไทป์จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค

สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในดีเอ็นเอนั้นไม่สามารถดูได้ด้วยเทคนิคข้างต้น ต้องใช้เทคนิคในระดับการวิเคราะห์โมเลกุล (molecular analysis) ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในดีเอ็นเอ (การผ่าเหล่าหรือการถ่ายทอดระหัสผิดพลาด) เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคตามมาได้หลายโรค เช่น โรคซิสท์หรือถุงน้ำ (cystic fibrosis), โรคโลหิตจาง (sickle cell anemia), โรคมะเร็ง, การป่วยทางจิต, และโรคที่ซับซ้อนอื่น ๆ
การสำรวจชนิดของเอนไซม์ extended-spectrum &#61538;-lactamases ใน แบคทีเรียวงศ์ Enterobacteriaceae ที่แยกได้จากโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

อรุณวดี ชนะวงศ์1, อรุณลักษณ์ ลุลิตานนท์1, ปรีชา หอมจำปา2, กิตติพร พันเพียง3, ระวิวรรณ ตรีวรเวทย์3, อัทธนทัตย์ สุขคำเมล์3, อุไรวรรณ บุรณะ3, วีระพงศ์ ลุลิตานนท์4, วัลลภ แก้วเกษ4
1ภาควิชาจุลชีววิทยาคลินิก คณะเทคนิคการแพทย์, 2ภาควิชาภูมิคุ้มกันวิทยาคลินิก คณะเทคนิคการแพทย์,
3นักศึกษาคณะเทคนิคการแพทย์, 4ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ปัจจุบันมีรายงานการดื้อต่อยากลุ่ม extended-spectrum cephalosporins ของแบคทีเรียแกรมลบรูปแท่งโดยเฉพาะวงศ์ Enterobacteriaceae จากทั่วโลก โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากแบคทีเรียสร้างเอนไซม์ extended-spectrum &#61538;-lactamases (ESBLs) ซึ่งสลายยากลุ่มนี้ได้ ในการศึกษานี้ได้ตรวจหาชนิดของเอนไซม์ ESBLs ที่สร้างโดยแบคทีเรียวงศ์ Enterobacteriaceae ที่แยกได้จากผู้ป่วยในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ในปี พ.ศ. 2541 และ 2542 โดยศึกษาในแบคทีเรีย 48 ตัวอย่างที่ตรวจยืนยันโดยวิธี double-disk diffusion แล้วว่าสร้างเอนไซม์ ESBLs ได้ ทำการตรวจหาค่า MIC ของเชื้อต่อยา cefotaxime และ ceftazidime และตรวจหาชนิดของยีน ESBLs ได้แก่ TEM, SHV และ VEB โดยวิธี PCR จากนั้นตรวจแยกชนิดของยีน blaTEM โดยวิธี PCR-RFLP และตรวจแยกชนิดของยีน blaSHV โดยวิธี PCR-RFLP และ restriction site insertion–PCR ผลการศึกษาพบว่าแบคทีเรียส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54.1) เป็น Klebsiella pneumoniae ค่า MIC50 และ MIC90 ต่อ cefotaxime เท่ากับ 32 และ >128 &#61549;g/ml ตามลำดับ ส่วน MIC50 และ MIC90 ต่อ ceftazidime มีค่า >128 &#61549;g/ml จากแบคทีเรีย 48 ตัวอย่างตรวจพบยีน blaSHV 38 ตัวอย่าง (ร้อยละ 79.2) ยีน blaTEM 23 ตัวอย่าง (ร้อยละ 47.9) และยีน blaVEB 16 ตัวอย่าง (ร้อยละ 33.3) โดยมี 3 ตัวอย่างที่ตรวจไม่พบยีนทั้งสามชนิดนี้ ยีน blaSHV พบเป็นชนิด blaSHV-12-like 26 ตัวอย่าง (ร้อยละ 54.2), blaSHV-2a-like 11 ตัวอย่าง (ร้อยละ 22.9) และ blaSHV-11-like 1 ตัวอย่าง (ร้อยละ 2.1) ส่วนยีน blaTEM ทั้งหมดเป็นชนิด blaTEM-1-like นอกจากนี้มีเชื้อ 8 ตัวอย่างที่มียีน ESBLs 2 ชนิดคือ blaSHV-2a-like และ blaVEB-1-like และอีก 1 ตัวอย่างพบทั้งยีน blaSHV-12-like และ blaVEB-1-like เมื่อเปรียบเทียบกับชนิดของเอนไซม์ ESBLs ที่รายงานในปี พ.ศ. 2537 และ 2539 ในโรงพยาบาลเดียวกันพบว่า VEB-1-like พบมากขึ้นจากร้อยละ 2.3 เป็นร้อยละ 33.3 และเอนไซม์ SHV-2a-like พบเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.7 เป็นร้อยละ 22.9 จากผลการศึกษาสรุปได้ว่าเชื้อใน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ส่วนใหญ่ดื้อต่อยา ceftazidime มากกว่า cefotaxime และเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องคือ SHV-12 และ VEB-1 ซึ่งเป็น ceftazidimases เหมือนกัน

วิเคราะห์ชุดข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์ พบยีนตัวการก่อมะเร็ง


นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์โครโมโซม 13 และ 19 เสร็จเรียบร้อย เพิ่มอีก 2 โครโมโซม ได้ข้อมูลมาเพียบ ระบุเป็นชุดที่เก็บข้อมูลพันธุกรรม ที่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็ง เบาหวานและโรคอื่นๆ นับเป็นความก้าวหน้าอีกขั้นทางวิทยาศาสตร์ ที่อาจนำไปสู่การออกแบบสูตรยารักษาโรคให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

ร่างกายของมนุษย์แต่ละคน ประกอบด้วย เซลล์จำนวน 50 ล้านล้านเซลล์ และในแต่ละเซลล์นั้น มีโครโมโซมอยู่ 22 คู่ รวมกับโครโมโซม "เอ็กซ์" ของเพศหญิง และโครโมโซม "วาย" ของเพศชาย เป็น 23 โครโมโซม ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการถอดรหัสโครโมโซม 20, 21, 22, 7, 14, 6 และโครโมโซมวาย (โครโมโซมเพศชาย) เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้โครโมโซมเปรียบเสมือนลิ้นชักที่เก็บ ยีนหรือสารพันธุกรรม ซึ่งเป็นชุดคำสั่งสำคัญต่อกลไกการทำงานของร่างกาย

ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ถอดรหัสโครโมโซม 19 ซึ่งประกอบด้วย ยีนราว 1,700 ยีน รวมถึงยีนตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเป็นโรคคอเลสเตอรอลสูงตั้งแต่กำเนิดและโรคเบาหวานที่ร่างกายไม่ผลิตสารอินซูลิน และโครโมโซม 13 ซึ่งมียีนประกอบอยู่น้อยกว่าคือ ราว 800 ยีน แต่เป็นโครโมโซมที่มียีน "BRCA 2" ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งทรวงอกและโรคที่เกี่ยวข้องกับสายตา เช่น โรคเนื้องอกที่เกี่ยวข้องกับเรตินา โรคสองบุคลิก และโรคจิตเภท

ถึงแม้ว่า โครโมโซม 13 จะมีจำนวนยีนน้อยกว่า แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ในพื้นที่ของโครโมโซมที่ไม่ได้ถูกเข้ารหัสยีน และเป็นส่วนที่มีเหมือนกับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น อาจเก็บงำข้อมูลและอาจทำหน้าที่ควบคุมกิจกรรมของยีน

ดร.แอนดรูว ดุนแฮม จากสถาบันวิจัยเวลล์คัม ทรัสต์ แซนเงอร์ ในอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้ที่ถอดรหัสโครโมโซม 13 ได้ให้ความเห็นต่อความสำเร็จครั้งนี้ว่า ข้อมูลที่ได้จากการถอดรหัสโครโมโซมดังกล่าว จะช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่เป็นสุขกว่าแต่ก่อน

สำหรับโครโมโซม 19 ซึ่งได้รับการถอดรหัสโดยนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันจีโนม ร่วมกับมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในแคลิฟอร์เนีย เป็นคู่โครโมโซมที่มีจำนวนยีน คิดเป็นอัตราส่วนราวร้อยละ 2 ของรหัสพันธุกรรมทั้งหมดของมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นชุดโครโมโซมที่มียีนอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีกลุ่มยีนที่ควบคุมการทำงานซ่อมแซมดีเอ็นเอ หลังจากดีเอ็นเอได้รับรังสีและมลพิษจากสิ่งแวดล้อมทั่วไป

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเปิดเผยถึงความสำเร็จในการวิเคราะห์บทบาทของโครโมโซม 6 เป็นแหล่งของยีนถึงจำนวน 2,190 ยีน หรือคิดเป็น 6 เปอร์เซ็นต์ของยีนมนุษย์ทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของมนุษย์ ดังนั้นหากมนุษย์ล่วงรู้ว่ายีนเหล่านี้ทำหน้าที่อะไรบ้าง จะเป็นผลดีกับการหาทางป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง
จากยีนสู่โปรตีน - จากจีโนมสู่โปรตีโอม
(From gene to protein - from genome to proteome)
ความสำเร็จของโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ (human genome project) เพิ่งจะประกาศให้โลกรับรู้ไปไม่นานนี้ แต่การรู้ลำดับเบสทั้งหมดของจีโนมมนุษย์ ยังไม่ใช่ยาวิเศษรักษาได้สารพัดโรค นี่เป็นเพียงความสำเร็จขั้นต้น เหมือนเพิ่งจะได้ตำราฟิสิกส์มาเล่มหนึ่ง ก็ต้องให้เวลานั่งอ่านไป วิเคราะห์กันไป จึงจะเข้าใจถึงที่มาที่ไปของสูตรและกฎเกณฑ์ต่างๆ จนสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็น
จากยีนสู่จีโนม
ยามเมื่อส่องกล้องจุลทรรศน์ดูเซลล์ที่กำลังแบ่งตัว จะเห็นสาย DNA ที่พันอยู่กับโปรตีน ขมวดพันหาเข้ากัน ขดติดเป็นแท่งโครโมโซม (chromosome) สาย DNA ประกอบด้วย "นิวคลีโอไทด์" (nucleotide) แต่ละตัวมาเรียงต่อกันเป็นสาย เรียกว่า "โพลีนิวคลีโอไทด์" (polynucleotide) คล้ายลูกปัดที่มาร้อยเป็นสร้อย นิวคลีโอไทด์แต่ละตัวจะแตกต่างกันในส่วนที่เป็น "เบส" (base) ที่มีอยู่ 5 ชนิด คือ อะดีนีน-Adenine, กวานีน-Guanine, ไซโตซีน-Cytosine, ไทมีน-Thymine และ ยูราซิล-Uracil แต่พบใน DNA เพียง 4 ชนิด (A, G, C, T) การที่นิวคลีโอไทด์มาเรียงต่อกันจึงเกิดเป็น "ลำดับเบส" ขึ้นมา เหมือนนำตัวอักษรมาเรียงร้อยเป็นถ้อยความ เบส 3 ตัวเรียงกันเป็นเสมือนคำ 1 คำ เรียกว่า "รหัสพันธุกรรม" (genetic code) และจะถูกแปลรหัส (translation) เป็นกรดอะมิโน 1 ตัวในระหว่างกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน (รูปที่ 1)
"ยีน" เป็นเพียงลำดับเบสในบริเวณหนึ่งบนสาย DNA ประมาณกันว่า มนุษย์มียีนประมาณ 25,000-35,000 ยีน ในขณะที่แบคทีเรียยอดฮิตอย่าง Eschericia coli (E. coli) มีประมาณ 4,000 ยีน ยีนจำนวนมากมายเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ ข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดที่บรรจุไว้ภายเซลล์ 1 เซลล์ ที่เรียกกันว่า "จีโนม" (genome) จีโนมของ E. coli มีเพียง DNA แบบวงแหวน (circular DNA - ลักษณะคล้ายยางวงที่ใช้รัดของ) เพียง 1 โมเลกุล หรือ 1 โครโมโซม สิ่งมีชีวิตชั้นสูงจะมีโครโมโซมเป็นคู่ๆ ที่มียีนเหมือนกัน (diploid) ยกเว้นโครโมโซมเพศที่จะมียีนแตกต่างกัน จีโนมของมนุษย์ขนาดประมาณ 3.2 พันล้านคู่เบสประกอบด้วยโครโมโซม 24 แท่ง (22 ออโตโซม + โครโมโซม X และ Y) ดังในรูปที่ 2


รูปที่ 1 ลำดับของกรดอะมิโนในสายโพลีเปปไทด์ถูกกำหนดโดยตรงจากลำดับเบสในยีน


ตารางรหัสพันธุกรรม



รูปที่ 2 จีโนมของมนุษย์
ยีนไม่ได้มีอยู่เฉพาะบน DNA ในนิวเคลียสเท่านั้น เพราะไมโตคอนเดรียและคลอโรพลาสต์ ต่างก็มี DNA เป็นของตัวเองในลักษณะของ DNA วงแหวน คล้ายกับที่พบในแบคทีเรีย โปรตีนบางส่วนภายในไมโตคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์ถูกสร้างจากยีนของมันเอง แต่บางส่วนก็ถูกสร้างมาจากยีนในนิวเคลียสแล้วถูกนำเข้ามาดังรูปที่ 3 ที่น่าสนใจคือ องค์ประกอบต่างๆ ในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนของไมโตคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์มีความคล้ายคลึงกับแบคทีเรีย มากกว่าที่จะเหมือนของเซลล์เอง รวมทั้งยาปฏิชีวนะบางชนิดที่ออกฤทธิ์เฉพาะกับแบคทีเรีย ก็สามารถออกฤทธิ์กับไมโตคอนเดรียและคลอโรพลาสต์ได้ด้วย


รูปที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างยีนในนิวเคลียสกับยีนในไมโตคอนเดรีย (กรอบสีเหลืองเป็นชื่อของสารปฏิชีวนะที่ยับยั้งขั้นตอนดังกล่าว)
อันที่จริงลำดับเบสทั้งหมดในโครโมโซมไม่ได้ทำหน้าที่เป็นยีนไปซะทั้งหมด (งงมั้ย) เวลาพูดถึงลำดับเบสในโครโมโซม เรามักจะนึกถึงยีนเพียงอย่างเดียว ความหมายที่เป็นรูปธรรมของยีน คือ ลำดับเบสของ DNA (หรือบริเวณบนโครโมโซม) ส่วนที่จะถูกนำไปสร้างเป็น RNA ที่ทำหน้าที่ได้ (functional RNA molecule) อันได้แก่ rRNA, tRNA และ mRNA ที่จะถูกนำไปเป็นแม่พิมพ์เพื่อสร้างโปรตีนต่อไป บางทีเราเรียกลำดับเบสที่ทำหน้าที่เป็นยีนว่า coding sequence แต่ทว่า…ลำดับเบสในโครโมโซมของมนุษย์ประมาณ 5 % เท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นยีน! ยังมีที่เหลืออีก 95 % ที่ไม่ถูกนำมาสร้าง RNA หรือโปรตีนใดๆ (noncoding sequence) ลองนึกภาพตัวหนังสือ 1 หน้ากระดาษแต่อ่านเป็นประโยคได้แค่ 1-2 ประโยค ที่เหลือไม่สามารถอ่านเป็นคำได้ ลำดับเบส 95 % ที่เหลือนี้ประกอบด้วยที่ว่างระหว่างยีน (spacer sequence) และที่ว่างภายในยีนเองที่เรียกว่า "อินทรอน" (intron) ดังรูปที่ 4 ในแบคทีเรียนั้น ลำดับกรดอะมิโนของโปรตีนจะเรียงตามลำดับเบสในยีนได้โดยตรง ดังรูปที่ 1 แต่ใน "ยูคาริโอต" (eukaryote or eucaryote) เช่น ยีสต์ หรือ มนุษย์นั้น ก่อนที่ mRNA ที่ถูกสร้างจากยีนจะถูกส่งออกจากนิวเคลียส มันจะถูกตัดเอาส่วนของอินทรอนทิ้งไป แล้วต่อลำดับเบสส่วนที่เหลืออยู่ที่เรียกว่า "เอกซอน" (exon) เข้าด้วยกัน กระบวนการนี้เรียกว่า RNA splicing ดังรูปที่ 5 คล้ายๆ กับการย่อความจดหมาย ตัดข้อความน้ำๆ ทิ้งไป เอาแต่เนื้อๆ ไว้


รูปที่ 4 โครงสร้างของลำดับเบสและยีนในโครโมโซม
ในส่วนของ noncoding sequence มีลำดับเบสบางส่วนทำหน้าที่ควบคุม "การแสดงออกของยีน" (gene expression - คือการ transcription นั่นเอง แต่สองคำนี้ใช้กันคนละจุดมุ่งหมาย) เช่น promoter, operator และ enhancer ซึ่งจะไม่พูดรายละเอียดในที่นี้ ลำดับเบสเหล่านี้บางทีเรียกรวมๆ ว่า regulatory sequences นอกจากนี้ ยังมีลำดับเบสบางส่วนทำหน้าที่สำคัญอื่นๆ อีก แต่ขอพูดถึงในที่นี้เพียงสั้นๆ เช่น noncoding sequence บางส่วนทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของการจำลองตัวเองของ DNA (origin of DNA replication), บางส่วนเป็น "เซนโทเมียร์" (centromere), บางส่วนอยู่ที่ปลายโครโมโซมเรียกว่า "เทโลเมียร์" (telomere) ซึ่งเชื่อกันว่ามีความสำคัญในการ ควบคุมจำนวนครั้งของการแบ่งตัวของเซลล์ (cell division) เนื่องจากพบว่า เซลล์ที่ผ่านการแบ่งตัวมาหลายครั้ง จะมีส่วนเทโลเมียร์สั้นกว่าเซลล์ที่ผ่านการแบ่งตัวมาน้อยครั้งกว่า เซลล์ที่ปลายเทโลเมียร์สั้นกุดจะไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก แต่ที่น่าสนใจคือ เซลล์มะเร็งซึ่งแบ่งตัวได้ไม่รู้จบ จะสามารถต่อปลายเทโลเมียร์เพิ่มขึ้นได้เอง! ใน DNA ยังมี noncoding sequence อีกมากที่ยังไม่ทราบความสำคัญ


รูปที่ 5เปรียบเทียบกระบวนการ transcription ระหว่างโปรคาริโอต กับยูคาริโอต
หลังจากที่โครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ และบริษัทเซเรล่า (Celera) ประกาศความสำเร็จในการหาลำดับเบสของจีโนมมนุษย์ได้เกือบสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 2000 แล้ว กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นหายีนที่ซ่อนอยู่ในลำดับเบส 3.2 พันล้านคู่เบสด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ข้อมูลล่าสุดที่ลงตีพิมพ์ในวารสาร Nature (Nature 409, 15 Feb 2001) ทำให้เราสามารถร่างแผนที่ยีนของมนุษย์ได้อย่างคร่าวๆ (draft human genome) เราเคยคิดกันว่าสิ่งมีชีวิตที่สลับซับซ้อนอย่างมนุษย์ น่าจะมียีนประมาณ 100,000 ยีนเป็นอย่างน้อย แต่ในขณะนี้เราค้นพบยีนที่สร้างโปรตีน (protein-encoding genes) ประมาณ 22,000 ยีน และยีนที่สร้างเฉพาะ RNA (non-protein -coding RNA เช่น rRNA และ tRNA) อีกประมาณ 740 ยีน ลองเทียบกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เราถอดรหัสจีโนมได้แล้วอย่างเช่น ยีสต์ Saccharomyces cerevisiae มี 6,000 ยีน, แมลงหวี่ Drosophila melanogaster มี 13,000 ยีน, หนอนตัวกลม Caenorhabditis elegans มี 18,000 ยีน และพืช Arabidopsis thaliana มี 26,000 ยีน มนุษย์เราคงต้องให้เกียรติเพื่อนร่วมโลกเหล่านี้ให้มากขึ้น อย่างไรก็ดี จำนวนยีนที่เราค้นพบในสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมทั้งมนุษย์เองยังไม่ถูกต้อง 100% ทั้งนี้เพราะ การค้นหายีนจากลำดับเบสในจีโนมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ยังมีข้อจำกัดอยู่ เพราะว่ายีนของยูคาริโอตนั้นมีความซับซ้อนมาก โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถูกเขียนจากความรู้เกี่ยวกับยีนเท่าที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน แต่ยังมีที่เราไม่รู้อีกมาก ดังนั้นร่างแผนที่ยีนมนุษย์ก็ยังคงรอการต่อเติมให้สมบูรณ์จากนักวิจัยทั่วโลกอยู่

จากยีนสู่โปรตีน
ร่างกายของเรานั้นไม่สามารถนำโปรตีนจากอาหารมาใช้งานได้โดยตรง โปรตีนจากอาหารจะถูกย่อย เป็นกรดอะมิโนเพื่อนำมาสร้างเป็นโปรตีนใหม่หรือนำไปสร้างพลังงาน โปรตีนแทบทุกชนิดในร่างกาย จึงถูกสร้างขึ้นใหม่ขึ้นมาภายในร่างกายเราเอง มีชีวโมเลกุล (biomolecule) เพียง 2 พวกเท่านั้นที่โครงสร้างของมันจะถูกกำหนดโดยตรง จากลำดับเบสในยีนของเราเอง คือ โปรตีน และ RNA ซึ่งแตกต่างจากชีวโมเลกุลพวกอื่น เช่น คาร์โบไฮเดรต, ไขมัน, วิตามิน ที่โครงสร้างของพวกนี้ไม่ถูกกำหนดโดยตรงจากลำดับเบสในยีน
ในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีนนั้น กรดอะมิโนจะถูกนำมาเชื่อมต่อกันเป็นสาย เรียกว่า "โพลีเปปไทด์" (polypeptide) ก่อน จากนั้นสายโพลีเปปไทด์นี้จะถูกดัดแปลงแต่งเติมหรือเอาไปประกอบเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นโปรตีนที่พร้อมจะทำหน้าที่ได้ (functional protein) จึงมีการแบ่งลำดับชั้นของโครงสร้างของโปรตีนเป็น 4 ระดับ เหมือนการดูแผนที่ไล่จากระดับจังหวัด - ภาค - ประเทศ - ทวีป
1. โครงสร้างปฐมภูมิ (primary structure) : หมายถึงลำดับของกรดอะมิโนในสายโพลีเปปไทด์
2. โครงสร้างทุติยภูมิ (secondary structure) : หมายถึงโครงสร้าง 3 มิติของสายโพลีเปปไทด์นั้นในบริเวณที่สนใจ ซึ่งเป็นเพียงบางส่วนของสาย polypeptide ไม่ใช่ทั้งสาย (กรดอะมิโนในสายโพลีเปปไทด์จะมีการสร้างพันธะต่อกัน ทำให้สาย โพลีเปปไทด์มีการขดไปมาเป็นรูปร่างต่างๆ)
3. โครงสร้างตติยภูมิ (tertiary structure) : หมายถึงภาพรวมของโครงสร้าง 3 มิติ ของโพลีเปปไทด์นั้นทั้งสาย
4. โครงสร้างจตุรภูมิ (quaternary structure) : หมายถึงภาพรวมของโครงสร้าง 3 มิติ ของโปรตีน เพราะโปรตีนบางชนิดประกอบด้วยสายโพลีเปปไทด์มากกว่า 1 สายขึ้นไป เช่น ฮีโมโกลบินของคนประกอบด้วยสายโพลีเปปไทด์ 4 สาย เราเรียกสายโพลีเปปไทด์นี้แต่ละสาย ว่าเป็น "หน่วยย่อย" (subunit)
ในสิ่งมีชีวิตพวก "ยูคาริโอต" (eukaryote or eucaryote) สายโพลีเปปไทด์ 1 สาย จะถูกสร้างมาจากยีน 1 ยีน ดังนั้นโปรตีนที่มีหลายหน่วยย่อยอาจจะถูกสร้างจากยีนมากกว่า 1 ยีนก็ได้ เช่น ฮีโมโกลบินของคน (ผู้ใหญ่) มี 4 หน่วยย่อยประกอบด้วยสายอัลฟา a 2 สาย และสายเบต้า b 2 สาย มาประกอบกันเป็นฮีโมโกลบิน 1 โมเลกุล ดังรูปที่ 3 ซึ่ง โพลีเปปไทด์ a และ b ถูกสร้างจากยีนบนโครโมโซมคนละคู่กัน โดยยีน a อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 16 ส่วนยีน b อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 11


รูปที่ 6โครงสร้างฮีโมโกลบินของมนุษย์
จากจีโนมสู่โปรตีโอม
ตอนนี้คงพอจะมองเห็นภาพชัดๆ ของจีโนมกันแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างยีนกับโปรตีนก็เข้าใจแล้ว ทีนี้มารู้จักกับ "โปรตีโอม" (proteome) กัน คำๆ นี้สร้างขึ้นมาเลียนแบบคำว่าจีโนมเพราะความหมายสอดคล้องกัน โปรตีโอม คือ โปรตีนทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นมาภายในเซลล์ 1 เซลล์ การศึกษาโปรตีโอม เป็นภาคต่อของ Human Genome Project เพราะการรู้ลำดับเบสเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยให้เรารู้อะไรได้มาก ต้องรู้ด้วยว่าผลผลิตของยีน คือโปรตีนนั้น ทำหน้าที่อะไร?
ลองนึกภาพดู เซลล์สมอง กับเซลล์ตับของคนๆ เดียวกันจะมีลำดับเบสในโครโมโซมเหมือนกันทุกประการ แต่ชนิด และจำนวนของโปรตีนที่พบในเซลล์ทั้งสองนี้แตกต่างกัน ถึงทำให้เซลล์ทั้งสองนี้กลายเป็นเซลล์ต่างชนิดกัน ทำหน้าที่ต่างกัน ความแตกต่างของโปรตีนที่เกิดขึ้นนี้มาจากการที่ยีนในเซลล์ทั้งสองแสดงออกไม่เหมือนกัน เช่น ยีน A และ B แสดงออกในเซลล์สมอง แต่ไม่แสดงออกในเซลล์ตับ ทำให้พบโปรตีน A, B ในสมองเท่านั้น ในขณะที่ ยีน C และ D มีการแสดงออกทั้งในเซลล์สมอง และเซลล์ตับ จึงพบโปรตีน C, D ในเซลล์ทั้งสองชนิด เซลล์ทั้งสองนี้มีจีโนมเหมือนกัน แต่มีโปรตีโอมต่างกัน - Same genes but different expressed functional proteins.
เซลล์ชนิดเดียวกันที่อยู่ในสภาวะต่างกัน ก็อาจจะมีชนิดและปริมาณโปรตีนไม่เหมือนกันก็ได้ เช่น เมื่อเซลล์สมองถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีบางชนิด เซลล์สมองก็จะมีการตอบสนองโดยการสร้างโปรตีน A เพิ่มขึ้น ลดการสร้างโปรตีน B ลง หรือสร้างโปรตีน Z ที่ปกติไม่ได้สร้างขึ้นมา การศึกษาโปรตีโอมจึงมีงานมากกว่าการศึกษาจีโนม
การศึกษาโปรตีโอมเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่คงไม่เกินความสามารถของมนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ งานนี้เริ่มจากต้องแยกโปรตีนทั้งหมดของเซลล์ โดยใช้เทคนิค two-dimensional polyacrylamide-gel electrophoresis เรียกสั้นๆ ว่า 2D PAGE หรือ 2D gel ซึ่งจะสามารถแยกโปรตีนทั้งหมดของเซลล์ได้ภายในคราวเดียวกัน ดังรูปที่ 7 จุดดำที่เห็นแต่ละจุดคือโปรตีนแต่ละชนิด ซึ่งทุกจุดจะถูกนำไปวิเคราะห์หาลำดับกรดอะมิโนว่าเป็นโปรตีนชนิดใด รู้จักหน้าที่ของมันแล้วหรือยัง ถ้าเป็นโปรตีนชนิดใหม่ก็ต้องมีการศึกษาหน้าที่ และกลไกการทำงานของมันต่อไปอีก ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ชนิดต่างๆ มากกว่า 200 ชนิด ในเซลล์แต่ละชนิดก็มีโปรตีนมากกว่า 1,000 ชนิด เป็นไงครับ มองเห็นขนาดของงานหรือยัง?


รูปที่ 7 2-D gel แสดงโปรตีนทั้งหมดในเซลล์ของแบคทีเรีย E. coli

ความรู้ทางชีววิทยากำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วด้วยความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีใหม่ด้านต่างๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการวิจัยค้นคว้าทางชีววิทยา เช่น เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศ ในขณะเดียวกัน การพัฒนาอย่างรวดเร็วของชีววิทยาก็สร้างความตื่นตระหนกกับสังคม "แลลี่" และ "โครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์" ดึงให้สังคมโลกหันมาจับตามองการใช้ประโยชน์จากความรู้ด้านนี้ เหมือนเมื่อครั้งที่โลกเห็นอานุภาพของระเบิดนิวเคลียร์จากฮิโรชิมา ผมขอตั้งข้อสังเกตว่า ความรู้ทางเทคโนโลยีชีวภาพกำลังกลายเป็นแพะรับบาป เพราะหลายคนกล่าวหาเทคโนโลยีชีวภาพว่าเป็นหายนะภัยใหม่ ผมว่ามันขึ้นอยู่กับคนนำมาใช้มากกว่า สังคมโลกควรจะเข้มงวดกับจริยธรรมของผู้ที่นำเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้หากำไร การจดสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติหรือสิ่งมีชีวิต หรือแม้แต่การจดสิทธิบัตรยีน! เป็นเครื่องมือของประเทศที่ได้ชื่อว่าเจริญแล้วที่ใช้เอาเปรียบประเทศที่ด้อยกว่าที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ายิ่ง โดยเฉพาะความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) นี่เป็นการมองธรรมชาติในแง่ของทรัพยากรวัตถุดิบเพื่อธุรกิจมากเกินไป เทคโนโลยีชีวภาพเองถูกนำมาใช้ประโยชน์ที่ดีๆ ก็มีมากมายเช่น การใช้แบคทีเรียเพื่อผลิตฮอร์โมนอินซูลินของมนุษย์ แทนที่จะต้องสกัดมาจากตับหมู สังคมโลกควรจะตีกรอบการนำมาใช้มากกว่าที่จะมาต่อต้านการพัฒนาความรู้ ผมเชื่อว่าใครๆ ก็รู้ดีว่า ของทุกอย่างในโลกย่อมมีทั้งประโยชน์และโทษ "มีด" จะถูกใช้เพื่อประกอบอาหาร หรือ เพื่อประหัตประหาร มันก็อยู่ที่มือคนถือนั่นเอง
หนังสือประกอบการเขียน
1. Alberts B. et al. (1994) Molecular Biology of The Cell. 3rd edition
2. Alcamo I.E. (1996) DNA Technology : The Awesome Skill
3. Cooper G.M. (1997) The Cell : A Molecular Approach
4. Lehninger A.L. et al. (1993) Principles of Biochemistry. 2nd edition
5. Voet D. and Voet J.G. (1995) Biochemistry. 2nd edition.
หนังสืออ่านเพิ่มเติม
1. มนตรี จุฬาวัฒนทล และคณะฯ (2542) "ชีวเคมี" ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
2. Nature 405, 15 June 2000 (Insight : Functional genomics)
3. Nature 409, 15 February 2001 (Human genome issue)
4.
http://www.nature.com และ http://www.sciam.com
5. วารสาร Update ฉบับที่ 156 เดือนสิงหาคม 2543

โครงสร้างที่พบอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์แต่ละเซลล์เรียกว่า โครโมโซม ในโครโมโซมมีโมเลกุลของข้อมูลที่จำเป็นต่อการสร้างโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมเซลล์ โดยยีนเป็นตัวกำหนดลักษณะของคนแต่ละคน เช่น สีผม สีตา ในระหว่างที่มีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เซลล์สืบพันธุ์เป็นตัวถ่ายยีนไปสู่รุ่นที่เกิดขึ้นใหม่

ยีน
โครโมโซมประกอบด้วย ดีเอ็นเอ ซึ่งขดตัวพันกันเป็นเกลียวแน่น โครงสร้างทางเคมีอันสลับซับซ้อนของดีเอ็นเอนี้จะคลายเกลียวออก เปิดตัวยีนออกมาเมื่อจำเป็นต้องใช้ ยีนสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ขึ้นใหม่ ก่อนเซลล์จะมีการแบ่งตัว โครโมโซมจะจำลองรูปแบบของตนเองไว้

ไมโตซีส
ขณะที่มีการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เซลล์ของร่างกายจะแบ่งตัวออกเป็น 2 เซลล์ โครโมโซมที่อยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ จะมีการจำลองตนเอง เซลล์ใหม่แต่ละเซลล์จะมีจำนวนโครโมโซม 46 แท่ง เหมือนเซลล์เดิมทุกอย่าง


ไมโอซีส
เซลล์สืบพันธุ์มีจำนวนโครโมโซม 23 แท่ง ในขณะที่เซลล์มีการแบ่งตัวแบบไมโอซีส จะเกิดการสลับที่และผสมยีนกันขึ้น เซลล์แบ่งตัวโดยที่เซลล์ที่เกิดใหม่ ได้รับโครโมโซม 23 แท่งเท่านั้น ในการแบ่งตัวเซลล์ขั้นที่ 2 โครโมโซมจะแยกตัวออกจากกัน กลายเป็นเซลล์สืบพันธุ์อีก 2 เซลล์


พันธุกรรม
ยีนถูกถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งต่อๆไป เด็กทารกจะได้รับยีนครึ่งหนึ่งจากพ่อ และอีกครึ่งหนึ่งจากแม่ 1 ใน 4 ของยีนในตัวมาจากรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย การสลับที่ของยีนในขณะที่เซลล์มีการแบ่งตัวแบบไมโอซีส หมายความว่าพี่ชายกับน้องสาว จะได้รับการถ่ายทอดยีนที่ไม่เหมือนกันจากพ่อแม่ อย่างไรก็ตาม ความคล้ายคลึงกันของสมาชิกในครอบครัวอาจมีขึ้นได้
• อสุจิมีโครโมโซม X หรื Y ซึ่งเป็นตัวกำหนดเพศของทารก
• เซลล์ของร่างกายมีจำนวนโครโมโซม 46 แท่ง
• เซลล์เม็ดเลือดแดง ไม่มีนิวเคลียส จึงไม่มียีนอยู่
• อายุยืนยาวสามารถถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม
GMOs เลวร้ายอย่างที่คิดจริงหรือ ?
คำว่า GMOs นั้น ย่อมาจากคำว่า genetically modified organisms ถ้าจะแปลตามความหมายของมันก็คงจะแปลได้ว่า สิ่งมีชีวิตที่ได้มีการใส่สารพันธุกรรมจากสิ่ง มีชีวิตตัวอื่น ๆ เข้าไปในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตนั้น ยังผลให้สิ่ง มีชีวิตที่ได้รับสารพันธุกรรมนั้นมีพฤติกรรมทางด้านพันธุกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ยกตัวอย่างเช่น ถั่วเหลืองที่สามารถต่อต้านยากำจัดวัชพืช ฝ้ายที่มีความสามารถในการสร้างสารที่ใช้ทำลายแมลงชนิดต่าง ๆ ข้าวที่สามารถสังเคราะห์ปุ๋ยเอง มะเขือเทศที่สามารถเก็บได้เป็นเวลานาน เป็นต้น ซึ่งเทคนิคที่ได้มาซึ่ง GMOs นั้น เป็นเทคนิคที่ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนมากมายอะไรเลย วิธีขั้นตอนการทำก็เป็น
เรื่องที่ง่ายมากแต่น่าเสียดายที่นักวิทยาศาสตร์บ้านเราที่เสียเงินไปเรียนในประเทศฝรั่งมังค่ามากมายแทนที่จะสนใจศึกษาเทคนิคที่ใช้ในการผลิต GMOs ที่จะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติของเรา กลับหลงทางไปใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่ตนมีอยู่ในการศึกษาหลักการพื้นฐานในการเกิดหรือการเปลี่ยนแปลงทางด้านพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตแทน ถ้าจะพูดง่าย ๆ อย่างเป็นรูปธรรมก็คือแทนที่จะผลิตต้นไม้ หรือสัตว์ ที่มีผลผลิตมากขึ้น และต้นทุนในการผลิตต่ำลงพร้อมทั้งมีคุณสมบัติที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายกว่ามาก กลับไปพยายามหาวิธีการที่จะศึกษาว่าการใส่สารพันธุกรรมอะไรเข้าไปตรงไหนของ DNA และเวลาเข้าไปแล้ว nucleotide ใน DNA จะมีการเรียงตัวของไนโตรเจนเบสอย่างไร ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับว่านักวิทยาศาสตร์ทางด้านนี้ของเราแทนที่จะทำตัวเหมือน เอดิสัน ที่ไม่ฉลาดปราชญ์เปรื่องอะไรมากนักแต่ผลิตอะไรต่อมิอะไรที่เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ชาติมากมายได้ กับพยายามทำตัวเป็นนักปราชญ์แบบไอสไตล์ให้ได้ ที่พยายามใช้เวลาทั้งหมดทุ่มเทให้กับการคิดค้นสูตร E=MC2 ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ของทั้ง 2 ท่าน เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติมากน้อยกว่ากันแค่ไหน คงไม่ต้องบรรยายอีกต่อไป
ปัญหาที่มีคนถามเกี่ยวกับ GMOs อยู่เสมอก็คือ GMOs ดีหรือไม่ดี จริง ๆ แล้วคนที่ตอบว่า GMOs ไม่ดีนั้นเป็นคำตอบที่ผิดมากทีเดียว ส่วนคนที่ตอบว่า GMOs ดีนั้นก็ผิดไม่น้อยไปกว่าคนที่ตอบว่า GMOs ไม่ดีนั่นเอง ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะงงว่า แล้วคำตอบที่ถูกต้อง คืออะไรแน่
คำตอบที่ถูกต้องก็คือ GMOs เป็นสิ่งประดิษฐ์ชนิดหนึ่งเหมือนกับ ไวน์ ยาปฏิชีวนะ หรือปืน เป็นต้น ซึ่งในตัวมันเองจะดีหรือไม่ดีก็ได้ขึ้นอยู่กับคนที่นำไปใช้จะใช้เป็นหรือใช้ไม่เป็น และในลักษณะอย่างไร ตัวอย่างเช่น หลายคนกล่าวหาว่า ไวน์เป็นของมึนเมา ฉะนั้นสรุปว่าไวน์จะต้องเป็นของไม่ดี แต่จริง ๆ แล้วไวน์ไม่ดีเพราะคนดื่มใช้ไม่เป็นแล้วพยายามดื่มเป็นจำนวนมากจึงทำให้เกิดผลเลวร้าย ทั้งหลายทั้งปวงขึ้น แต่ถ้าคนดื่มไวน์เป็น แล้วดื่มเฉพาะก่อนอาหารแค่วันละแก้วไวน์ก็จะเป็นยาอายุวัฒนะได้เป็นอย่างดี โดยมีผลวิจัยสนับสนุนสรรพคุณของการดื่มไวน์ที่ถูกต้องออกมาจากสถาบันที่มีชื่อเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกมากมาย ถ้าพูดถึงยาปฏิชีวนะ หลายคนคงด่วนสรุปความคิดเห็นว่าเป็นของดีเพราะช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ มากมาย แต่ถ้ายาปฏิชีวนะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ปัญหาที่จะตามมา ก็จะมีมากมาย ตัวอย่างเช่น ไก่ และนม ที่ท่านรับประทานอยู่ทุกวัน หากมีการตรวจทางด้านยาปฏิชีวนะ จะพบว่า จะมียาปฏิชีวนะจำนวนตกค้างเกินกว่าขีดปลอดภัยหลายเท่า เพราะผู้ผลิตอาหารสัตว์ได้ใส่ยาปฏิชีวนะเข้าไปในอาหารสัตว์เพื่อช่วยให้สัตว์ปลอดจากโรคอันจะเกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ เพื่อให้สัตว์โตเร็วขึ้น ยังผลให้มียาปฏิชีวนะตกค้างมาถึง ผู้บริโภคจำนวนมากมาย ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคเกิดการดื้อยาปฏิชีวนะที่กินเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ หรือไม่รู้ตัวอยู่ทุกวัน GMOs จึงไม่ต่างไปจากไวน์ หรือยาปฏิชีวนะ ความเป็นจริงของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้น GMOs นั้น มีปณิธานอันแรงกล้าที่จะใช้ GMOs นี้ เป็นอาวุธสำคัญในการแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติของสหัสสวรรษที่ 21 ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องประชากรล้นโลก โดยทรัพยากรที่มีอยู่ จะเพิ่มขึ้นไม่ทันต่อความสมดุลย์ของประชากรที่เพิ่มขึ้น และอย่าลืมว่านักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ ซึ่งหลายคนก็เคยพบ และรู้จักคุ้นเคยเป็นส่วนตัวเป็นอย่างดี เขาก็เหมือนกับเราและท่าน มีครอบครัวที่น่ารักอยู่บนโลกนี้ ถ้าสิ่งที่เขาคิดค้นนั้นไม่ดีแล้ว เขาเอาออกมาสู่โลก ซึ่งหลายคนมีความเชื่อว่า GMOs จะเป็นสิ่งทำลายโลก ครอบครัวของพวกเขาก็จะถูกทำลายไปด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผมคิดว่าเขาคงฉลาดพอและมีฐานะดีพอที่จะได้ทำเช่นนั้น ฉะนั้น GMOs ทั้งหมดที่ทำกันอย่างถูกต้อง และใช้กันให้เป็นนั้นจะเป็นของดี แต่ก็มี GMOs ที่ไม่ดีเช่นกัน แต่เป็น GMOs ที่ผู้คิดค้นประดิษฐ์ขึ้นเกิดความเลินเล่อในขั้นตอนการประดิษฐ์นั่นเอง ตัวอย่างเช่น GMOs ของพันธุ์ถั่วเหลืองที่สามารถต้านทานต่อยาปราบวัชพืชของบริษัทผลิตยาชื่อดังทั่วโลกแห่งหนึ่ง เขาได้ใชัยีนที่สามารถต้านทานยาปฏิชีวนะตัวหนึ่งติดเข้าไปกับยีนที่สามารถต้านทานยาปราบวัชพืช เพื่อเป็น marker ซึ่งเป็นตัวช่วยที่สำคัญมากในขั้นตอนการคัดเลือก (screening) เพื่อบอกว่ายีนที่สามารถต้านทานยาปราบวัชพืชที่เขาต้องการได้เข้าไปใน DNA ของถั่วเหลืองหรือยัง หลังจากได้ GMOs ตามที่ต้องการแล้วขั้นตอนสุดท้ายก็คือ นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้น่าจะตัดเอายีนที่ต้านทานยาปฏิชีวนะออกจากพันธุ์ถั่วเหลืองที่ได้ใหม่นี้ วิธีทำก็แสนจะง่ายเพียงใส่ยีนที่ไม่ ต้านทานต่อยาปฏิชีวนะ (antibiotic sensitive) กลับเข้าไปใน GMOs นั้น ก็จะได้ GMOs ที่สมบูรณ์เพราะยีนที่ไม่ต้านทานต่อยาปฏิชีวนะเป็นยีนเด่นนั่นเอง แต่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้กลับปล่อยให้ยีนที่ต้านทานยาปฏิชีวนะนี้หลงเหลืออยู่ใน GMOs ที่ได้ ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้ผู้บริโภคถั่วเหลืองพันธุ์นี้เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะที่เขาใช้ยีนใส่เข้าไป จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่า GMOs ที่ทำขึ้นนั้นจะเป็น GMOs ที่ดีมาก หากเพียงผู้ทำแค่เอายีนตัวที่ทำให้เกิดผลร้ายต่อผู้บริโภคออกไปเพียงตัวเดียวเท่านั้น ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า GMOs จะดีหรือไม่นั้น ความรู้และความรอบคอบของผู้ประดิษฐ์จะมีส่วนสำคัญมากทีเดียว
นอกจากนั้นยังมีมาตรการความปลอดภัยอีกมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ที่ดีสามารถใส่เข้าไปใน GMOs เพื่อใช้เป็นมาตรการในการควบคุม GMOs ไม่ให้แพร่กระจายไปในที่ ๆ เราไม่ต้องการ ตัวอย่างเช่น เราต้องการปลูกต้นไม้เรืองแสงซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ทางด้าน GMOs ชนิดหนึ่ง แต่เราไม่แน่ใจว่า GMOs ที่เราจะนำไปปลูกจะปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมนั้นหรือไม่ เพื่อไม่ให้สารพันธุกรรมจาก GMOs นี้ไปปนเปื้อนกับต้นไม้ในธรรมชาติ เราก็สามารถทำให้มันเป็น auxotroph บวกกับใส่ suicide ยีนเข้าไปใน GMOs ตัวนั้น ๆ ได้ ซึ่ง auxotroph หมายถึงว่าเราจะต้องใส่สารอาหารบางอย่างให้กับมัน มันถึงจะเจริญเติบโตมีชีวิตอยู่ได้ ตัวอย่างสารที่ไม่มีในธรรมชาติที่หาได้ง่ายราคาต่ำก็คือ น้ำตาล แลคโตส เป็นต้น ที่บริษัท Con-Agro ได้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เป็นผลพลอยได้ จากการผลิตเนยแล้วขายในราคาลิตรละไม่กี่เซ็นต์ แต่สารตัวนี้ไม่พบง่ายนักในธรรมชาติ ฉะนั้นเวลาเราจะปลูก GMOs ตัวนี้ของเราก็จะต้องฉีดแลคโตสให้เป็นอาหารด้วย แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้นนี้เล็ดรอดออกไปจากพื้นที่ของเราที่ใช้ปลูก GMOs แล้วและ GMOs ไม่มีแลคโตสที่จะเป็นอาหาร GMOs ตัวนั้นก็จะตาย นอกจากนี้ suicide ยีน ที่เราใส่เข้าไปก็สามารถออกแบบให้แลคโตสเป็น repressor ของการทำงานของ suicide ยีนนั้นด้วย ถ้าขาดแลคโตส เมื่อไหร่ suicide ยีนก็จะ express ต้นไม้ที่หนีไปจากพื้นที่ ที่เราปลูก GMOs นั้น ก็จะตายทันที ซึ่งเป็น double safety ต่อสิ่งแวดล้อมที่เรารักและหวงแหนเป็นอย่างดี
เมื่อพูดถึงต้นไม้เรืองแสง นักวิทยาศาสตร์ที่พอรู้เรื่องพันธุศาสตร์ก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเทพนิยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใครที่เคยดูหนังการ์ตูนเรื่อง Peter Pan ตอนเด็ก จะเห็นว่ามันสวยงามมาก แต่จริง ๆ แล้วถ้าคนที่รู้จักเทคนิคทางพื้นฐานของการทำ GMOs นั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรงเลย ความคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งมีนักศึกษา ในระดับปริญญาตรีในคณะมาบอกว่าต้องการทำต้นไม้ที่เรืองแสงเป็นปัญหาพิเศษ แต่ค้นหาเอกสารอ้างอิงที่คนอื่นเคยทำใน Journal ไม่เจอ จึงมาขอความช่วยเหลือ เลยได้ถามนักศึกษาผู้นั้นไปว่า แล้วต้นไม้เรืองแสงจะมีประโยชน์อะไร เขาก็บอกกลับมาว่า ลองหลับตานึกถึงภาพภายในห้องนอนแล้วดับไฟให้มืดสนิท แล้วมีต้นไม้เรืองแสงอยู่เต็มห้องนอน มันจะสวยสักเพียงใด พอลองทำตามที่นักศึกษาบอกก็จะอดที่จะเห็นภาพปีเตอร์แพนบินอยู่ท่ามกลางต้นไม้ที่เรืองแสงไม่ได้ มันสวยมากจริง ๆ ในตอนนั้นก็คิดไม่ออกว่าจะช่วยนักศึกษาคนนี้ได้อย่างไร จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งได้ไปเดินเล่นมองดูตู้ปลาที่สวนจตุจักร และได้สังเกตเห็นว่าปลาหลายชนิดมีแถบเรืองแสงที่ข้างตัวและเปลือกตา ซึ่งก็คิดออกทันทีว่าตอนอยู่มหาวิทยาลัยเคยเรียนมาว่า เหตุที่ปลาเหล่านี้เรืองแสงได้ก็เพราะมีเชื้อจุลินทรีย์ที่มียีนที่สามารถสร้างรงควัตถุที่เรืองแสงนั่นเอง ถ้าเราแยกเอายีนเรืองแสงตัวนี้มาได้ ก็สามารถใส่เข้าไปในต้นไม้ทำให้มันเรืองแสงได้นั่นเอง ซึ่งกรรมวิธีการใส่ยีนเข้าไปในต้นไม้โดยใช้ plasmid ของเชื้อ Agrobacterium ก็เป็นที่รู้จักกันดี ตามปกติขั้นตอนที่ยากที่สุดในการทำวิจัยการสร้าง GMOs ของต้นไม้ประเภทนี้ก็คือกรรมวิธีการทำ screening นั่นเอง ซึ่งหมายความว่าการทดสอบว่าต้นไหนบ้างที่ยีนตัวนี้ได้ เข้าไปแล้ว แต่ในกรณีนี้ขั้นตอนนี้ทำได้ง่ายมาก ก็คือเอา ต้นไม้ที่เราต้องการทดสอบทั้งหมดเข้าไปในห้องมืด แล้วปิดไฟให้มืดสนิท ถ้าต้นไหนเรืองแสงเราก็จะรู้ว่าต้นนั้น "ใช่เลย" ทันที โดยไม่ต้องมีขั้นตอนการทดลองที่ยุ่งยากและไม่เสียเวลาอะไรเลย
เห็นไหมครับวิธีการทำ GMOs ไม่มีอะไรยุ่งยากอย่างที่คิดเลยเพียงแต่ผู้จะทำต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานที่ ถูกต้องเท่านั้น ฉะนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่าในอนาคตบ้านเรา จะสู้ต่างประเทศไม่ได้ในเรื่องนี้ เพราะยังมีเรื่องที่เหลือให้ นักวิทยาศาสตร์ไทยทำได้อีกมากมาย ขออย่างเดียวอย่าไปหลงฟังพวกมือไม่พายแต่ชอบเอาเท้าราน้ำ หรือพวกที่แสวงหาผลประโยชน์โดยการออกต่อต้านศาสตร์แขนงนี้โดยไม่เคยเข้าใจเลยว่าอันแท้จริงแล้ว GMOs คืออะไร เขาทำกันอย่างไร และมีวิธีทดสอบ ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร ถ้าเราปล่อยให้คนกลุ่มนี้ครอบงำความคิดของคนทั้งประเทศแล้ว ไม่ช้าเราก็จะถอยหลังและถูกทิ้งห่างไปทุกที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากก็คือ ประเทศในทวีปยุโรปนั้นมีการแข่งขันในการผลิตสิ่งประดิษฐ์ GMOs นี้ สู้ประเทศอเมริกาไม่ได้ก็เลยมีการต่อต้านมากมาย อาวุธที่สำคัญของประเทศในยุโรปคือใช้ NGO เป็นผู้ออกมาต่อต้าน โดยไม่ได้แยกแยะว่าประโยชน์ของ GMOs นั้นเป็นยังไง แต่เนื่องจากความกลัวว่า GMOs จะเข้ามาผูกขาดในตลาดยุโรป ก็เลยต่อต้านเหมาไปว่า GMOs เป็นของไม่ดี แต่ยิ่งต่อต้านของ NGO ในยุโรปมากเท่าไหร่ GMOs ในยุโรปก็ยิ่งขายดีเท่านั้น เพราะผู้บริโภคในยุโรปส่วนมากยังมีสมองพอที่จะตัดสินใจให้กับตัวเองได้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี โดยไม่ไปตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการต่อต้านของพวก NGO ยังผลให้สินค้าทางเกษตรใน supermarket ในยุโรปในปัจจุบันนี้เป็นพวก GMOs ไปแล้วมากว่า 60%
จึงขอสรุปว่าเทคนิคการทำ GMOs จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ดังต่อไปนี้คือ
• ทำให้เราเข้าใจถึงขบวนการผลิตโดยการใช้เซลล์ของสิ่งมีชีวิต
• ใช้ทำชุดสำเร็จรูปที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคชนิดต่าง ๆ
• ใช้ในการรักษาโรคที่เกิดกับคนและสัตว์
• ทำให้คุณค่าทางโภชนาการในอาหารดีขึ้น
• ลดการใช้สารเคมีพวกยาปราบศัตรูพืช
• ลดการเสื่อมของดิน
• เพิ่มผลผลิตของพืชและสัตว์
• ทำให้ขบวนการผลิตของอาหารและยาดีขึ้น
• ใช้ในการทำ vaccine สำหรับป้องกันโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ
• ทำให้ราคาสินค้าทางเกษตรถูกลง
เนื่องจากวิธีการทำ GMOs ที่ไม่ถูกต้องและไม่ รอบคอบอาจก่อให้เกิดผลภัยต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นหน่วยงานของรัฐจึงควรจะมีหน้าที่ในการกำกับดูแล จนกระทั่งการพิจารณาการให้อนุญาตแก่ผู้ผลิตสินค้าประเภทนี้ ก่อนจะปล่อยให้ออกสู่ผู้บริโภคในแง่มุมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้คือ
• ประโยชน์ของ GMOs ตัวนั้นมีอะไรบ้าง (ผลดีผลเสียอะไรมากกว่า)
• ธรรมชาติของเซลล์ที่เป็น host ในการรับยีนจากเซลล์ตัวอื่นมา
• แหล่งของยีนที่ใช้ในการใส่เข้าไปในเซลล์ตัวอื่น
• ความอยู่ยงคงกระพันของเชื้อตัวที่สร้างขึ้นมาใหม่
• ผลกระทบของเชื้อที่สร้างขึ้น
• ต่อคน สัตว์และพืช
• ต่อเชื้อจุลินทรีย์ที่มีในธรรมชาติ
• ต่อสภาวะแวดล้อม
• ความเป็นไปได้ในการผสมพันธุ์กับสิ่งมีชีวิตใน ธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม
• ความสามารถในการแพร่ได้ของเชื้อจุลินทรีย์ที่สร้างขึ้น (ความรวดเร็วในการแพร่กระจายของ GMOs)
• สารพิษตกค้างที่สร้างขึ้นใน GMOs
• วิธีการกำกับดูแล GMOs เหล่านี้
• วิธีที่จะกำจัด GMOs ที่สร้างขึ้นในกรณีฉุกเฉิน
• ความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นกรอบในการพิจารณาว่า GMOs ตัวไหนควรจะอนุญาตให้ใช้หรือควรห้าม แต่ก็ไม่ง่ายนักในทางปฏิบัติ เพราะบางข้อนั้นในทางปฏิบัติคณะกรรมการไม่มีทางจะหาข้อมูลพอในการตัดสินใจได้เลย เช่น ความเป็นไปได้ในการผสมพันธุ์กับสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ กับความเป็นไปได้ในการแพร่ไปในธรรมชาติ และเมื่อเกิดขึ้นแล้วผลลัพธ์จะเป็นเช่นใด ซึ่งเราจะต้องสร้างคนที่มีความสามารถที่จะทำหน้าที่นี้ขึ้นมาให้ได้ มี NGO ไม่น้อยมักจะกล่าวหาว่าสิ่งประดิษฐ์ของนักวิทยาศาสตร์ในอดีตล้วนแต่เป็นพิษ และเป็นอันตรายต่อการเป็นอยู่ของมนุษย์ เช่น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ที่ใช้ในเกษตรล้วนแต่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือการก่อเกิดมะเร็ง และคนที่ใช้มีสุขภาพที่ทรุดโทรมลงไปทันที แต่ลืมคิดว่าก่อนที่สิ่งผลิตเหล่านี้ถูกคิดค้นขึ้น ประชากรของโลกเผชิญกับวิกฤตการณ์การขาดอาหาร แม้แต่คนในทวีปยุโรป และอเมริกาตายไปจำนวนเท่าไหร่ เพราะไม่สามารถผลิตอาหารจำนวนเพียงพอที่จะมาเลี้ยงท้อง ไม่ใช่สิ่งผลิตเหล่านี้ที่หลายคนพยายาม บิดเบือนความจริงหรือที่เราเรียกว่า green revolution ที่ทำให้ประชากรโลกอยู่กันอย่างอิ่มหนำสำราญจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนเสียจากการใช้สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ก็มีอยู่บ้าง แต่นั่น เกิดจากการใช้แบบผิด ๆ ของผู้ใช้ หรือไม่ได้ศึกษาได้ดีก่อนใช้ จึงทำให้เกิดสิ่งเลวร้ายขึ้น ในทำนองเดียวกันโลกไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ ประชากรของโลกก็ยังคงเพิ่มขึ้นทุกวัน นักวิทยา-ศาสตร์จึงต้องคิดก้าวใหม่ในการเพิ่มผลผลิตในทางเกษตร ซึ่งทางออกอันหนึ่งที่เป็นไปได้แล้วกำลังทำได้ดีก็คือ การใช้ความรู้ทางวิศวกรรมพันธุศาสตร์ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ผิดกับคนกลุ่มที่กล่าวมาแล้วข้างต้น พยายามจะออกมาคัดค้านด้วยความไร้เดียงสาว่าศาสตร์ที่ตัวเองกำลังคัดค้านอยู่นั้นคืออะไร แต่กาลและเวลาย่อมจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่นั้นจะถูกหรือผิด แต่ก็นั่นแหละเมื่อถึงเวลานั้นมันก็อาจจะสายเกินไป เพราะประเทศที่พวกนี้อยู่ถ้ามีคนเชื่อเขามาก อาจจะเป็นประเทศล้าหลังจนหลุดโลก จนไม่สามารถที่จะตามโลกทันในด้านนี้ก็ได้
สุดท้ายนี้จะขอทำนายไว้ที่ตรงนี้เลยว่า GMOs จะเป็นกรณีประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เช่นเดียวกันกับตู้อบ microwave ซึ่งตอนออกสู่ตลาดใหม่ ๆ ก็มีคนโจมตีว่า อาจจะส่งรังสี ทำให้ผู้ใช้เป็นโรคมะเร็ง โดยมีบริษัทผู้ผลิตเตาแก๊ส หรือเตาไฟฟ้า ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงกับเตา microwave และจะเสียผลประโยชน์อย่างมาก เพราะหากเตา microwave เป็นที่นิยมขึ้นมาได้ จึงได้จ้างให้ NGO หลายแห่งออกมาช่วยกันโจมตี แต่ในที่สุด microwave ก็ครองตลาดโลกจนได้ GMOs ในอนาคตก็จะเป็นที่นิยมเช่นเดียวกับเตา microwave ฉะนั้นถ้าเรากลัวว่าจะสู้เขา ไม่ได้ก็ยังต้องทำการศึกษาค้นคว้าพยายามสนับสนุนให้มีการวิจัยด้านนี้ เพื่อแข่งกันประดิษฐ์สิ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ชาวโลกออกมาให้มากที่สุดเท่าจะมากได้ ไม่ใช่ไปบิดเบือนว่าเป็นของเลวร้ายและมีอันตรายอย่างสูงส่ง เพียงเพื่อ หวังผลว่าไม่ให้บริษัทที่สามารถผลิตสินค้า GMOs ไม่ให้ขายสินค้าได้ ความคิดเช่นนี้ไม่ต่างกับคนที่คิดว่าหน้าอกเป็นอวัยวะที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ และเพื่อป้องกัน ตัวเองจากความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง ก็เลยตัดหน้าอก ทิ้งเลย โดยไม่เคยมีอาการเป็นมะเร็งมาก่อน แถมยังพยายามให้ บริษัทประกันชีวิตออกค่าใช้จ่ายการผ่าตัดนี้ ซึ่งเป็นความคิดแบบทำร้ายตัวเองชัด ๆ

การจัดหมู่ระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน : หมวด B
ขอบเขต
เนื้อหาของหมวดนี้ครอบคลุมถึงเรื่องเกี่ยวกับ ปรัชญาทั่วไป ตรรกวิทยา ปรัชญาพยากรณ์ อภิปรัชญา จิตวิทยา สุนทรียศาสตร์ จริยศาสตร์ ศาสนาต่างๆ ศาสนายิว ศาสนาอิสลาม ศาสนาบาไฮ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ คัมภีไบเบิล เทววิทยาเชิงคริสตศาสตร์ เทววิทยาภาคปฏิบัติ คริสตศาสตร์นิกายต่างๆ โดยแบ่งโดย
B ปรัชญาทั่วไป ( Philosophy (General) )
BC ตรรกวิทยา ( Logic )
BD ปรัชญาพยากรณ์ อภิปรัชญา ( Specvlative Philosophy )
BF จิตวิทยา ( Psychology )
BH สุนทรียศาสตร์ ( Aesthetics )
BJ จริยศาสตร์ ( Ethics )
BL ศาสนาต่างๆ ( Religon )
BM ศาสนายิว ( Judaism )
BP ศาสนาอิสลาม ศาสนาบาไฮๆ ( Islam Bahaism )
BQ พุทธศาสนา ( Buddhism )
BR ศาสนาคริสต์ ( Christianity )
BS คัมภีร์ไบเบิล ( The Bible )
BT เทววิทยาเชิงคริสตศาสตร์ ( Doctrinal theology )
BV เทววิทยาภาคปฏิบัติ ( Practical theology )
BX คริสตศาสนานิกายต่างๆ ( Christian denominations )
หมวด B: ปรัชญา ( Philosophy )
1-5739 ปรัชญาทั่วไป ( Philosophy General )
69-5739 ประวัติศาสตร์และระบอบ ระเบียบ ( History and systems )
108-708 สมัยก่อนความพินาศของราชอาณาจักรโรมัน ( Ancient )
720-765 สถาปัตยกรรมแห่งสมัยกลาง ( Medieval )
770-785 การฟื้นฟูศิลปวิทยาในทวีปยุโรประหว่างศตวรรษที่ 14-16 แห่งคริสต์กาล ( Renaissance )
790-5739 สมัยปัจจุบัน ( Modern )
850-5739 แคว้น หรือ ประเทศ ( By region or country )
หมวด BC : ตรรกวิทยา ( Logic )
1 ลำดับ ( Periodicals Serials )
4 สมาคม ( Societies )
5 สถาบันนิติบัญญัติของสหรัฐอเมริกา ( Congresse
25-26 ประเทศในบูรพาทิศ ( Oriental )
28-29 กรีก ( Grecian )
31-32 โรมัน ( Roman )
34-35 สมัยเก่า ( Medieval )
38--39 ทันสมัย ( Modddern )
71 อังกฤษ ( English )
72 ฝรั่งเศษ ( French )
74 อิตาลี ( Italian )
หมวด BD : ปรัชญาพยากรณ์ อภิปรัชญา ( Speculative philosophy )
10-701 ปรัชญาพยากรณ์ อภิปรัชญา ( Speculative philosophy )
10-41 งานปรัชญาทั่วไป ( General philosophical works )
95-131 อภิปรัชญา,วิชาว่าด้วยความเป็นอยู่และจิตใจของมนุษย์ ( Metaphysics )
143-236 อีพิสเทโมโลยี ( Epistemology )
240-260 การศึกษาเกี่ยวกับกฏเกณฑ์ ( Methodology )
300-450 เกี่ยวกับธรรมชาติที่เป็นจริง ( Ontology )
493-701 วิชาที่ว่าด้วยจักรวาล ( Cosmology )
หมวด BF : จิตวิทยา ( Psychology )
1-940 จิตวิทยา ( Psychology )
173-175 จิตวิเคราะห์ คือ การตรวจความฝันและชีวิตเมื่อเป็นเด็ก
( Psychoanalysis )
180-210 จิตวิทยาการทดลอง ( Experimental psychology )
231-299 ประสาทสัมผัส ( Sensation. Aesthesiology )
309-499 การรู้โดยสัญชาตญาณ ( Cognition.Perception.Intuition )
501-504.3 เคลื่อนที่ ( Motivation )
511-593 สิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์ ( Emotion )
608-635 ทางเลือก ( Will. Choice )
636-637 จิตวิทยาการใช้ให้เป็นประโยชน์ ( Applied psychology )
660-685 จิตวิทยาเกี่ยวกับการเปรียบเทียบ ( Comparative psychology )
698-698.9 บุคลิกภาพ ( Personality )
699-711 เกี่ยวกับพันธุศาสตร์, ยีน ( Genetic psychology )
712-724.85 จิตวิทยาการพัฒนาการ ( Developmental psychology )
721-723 จิตวิทยาเกี่ยวกับเด็ก ( Child psychology )
795-839.5 ลักษณะพิเศษทางภาวะจิตใจ ( Temperament. Charcter )
840-861 ( Physiognomy )
866-885 การศึกษาถึงอำนาจและคุณภาพของจิต ( Phrenology )
889-905 กราฟโฟโลยี ( Graphology )
908-940 วิชาดูลายมือ ( The hand. prlmistry )
1001-1389 พาราฟรี่โชโลยี ( Parapsychology )
1404-1999 ศาสตร์ลึกลับ ( Occult sciences )
หมวด BH : สุนทรียศาสตร์ ( Aesthetics )
1-301 สุนทรียศาสตร์ ( Aesthetics )
1-8 นิตยสารหรือวารสารที่ออกตามกำหนดเวลา ( Periodicals. Serials )
19 รัฐสภา ( Congresses )
39 เรื่องทั่วไป ( Generl works )
220 วรรณคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ( Juvenile literture )
221 แคว้นหรือประเทศ ( By region or country )
301 เรื่องพิเศษ ( Special topics, A-Z )
หมวด BJ : จริยศาสตร์ ( Ethics )
1-2195 หลักจริยธรรม ( Ethics.Social usages.Etiquette )
71-1185 ประวัติศาสตร์และระบอบ ( History and systems )
1185-1295 ศาสนาเกี่ยวกับจริยธรรม ( Religious ethics )
1518-1697 หลักจริยธรรมแห่งความถูกต้อง ( Individual ethics.Character. Virtue )
1801-2195 มารยาทของสังคม ( Social usager. Etiquette )
หมวด BL : ศาสนาต่างๆ ( Religion )
1-2790 การศึกษาเกี่ยวกับ myth ( Religions. Mythology. Rationalism )
74-98 ศาสนาของโลก ( Religions of the world )
175-290 เทววิทยาโดยธรรมชาติ ( Natural theology )
300-325 การเปรียบเทียบ ( The myth. Comparative mythology )
425-490 ศาสนาเกี่ยวกับการสั่งสอนทั่วไป ( Religious doctrines General )
500-547 ( Eschatology )
550-619 การบูชา ( Worship. Cultus )
624-627 ศาสนาแห่งการดำรงชีวิต ( Religious life )
660-2670 ประวัติและลัทธิของศาสนาต่างๆ ( History and principles of religions )
690-980 ยุโรป ออกซิเดนทอล ( European.Occidental )
1100-1295 ศาสนาฮินดู ( Hinduism )
1300-1295 ศาสนาเซน ( Jainism )
1600-1695 ภาษาอาหรับ - ฮิบรู (ยิว) ( Semitic )
2400-2490 ชาวแอฟริกา ( African )
2700-2790 ลัทธิถือเหตุผลในศาสนา ( Rationalism )
หมวด BM : ศาสนายิว ( Judaism )
1-990 ศาสนายิว ( Judaism )
150-449 ประวัติศาสตร์ ( History )
480-488.9วรรณคดีเกี่ยวกับยิว ( Pre-Talmudic Jewish literature )
487-488.5 การตาย ( Dead Sea scrolls )
495-532 แหล่งที่มาเกี่ยวกับศาสนายิว ( Sources of Jewish religion. Rabbinical literature )
600-645 ความเชื่อเกี่ยวกับศาสนายิว ( Dogmatic Judaism )
650-747 การปฏิบัติเกี่ยวกับศาสนายิว ( Practical Judaism )
750-755 ( Biography )
900-990 ( Samaritans )

นักวิทย์ผู้ดีถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ “ตัวที่3” สำเร็จ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.พานอส เดลูคัส นักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน เวลล์คัม ทรัสต์ แซงเกอร์ ในเมืองเคมบริดจ์ของอังกฤษ สามารถถอดรหัสทางพันธุกรรมของโครโมโซมตัวที่สามของคน ซึ่งเป็นขุมทรัพย์คลังปัญญาอัดแน่นไปด้วยความรู้สารพัดโรค ตั้งแต่โรคอ้วน ผิวหนังอักเสบ ไปจนถึงโรคความจำเสื่อมและต้อกระจกได้แล้ว ข่าวแจ้งว่า นับจนถึงขณะนี้ โครโมโซม 20 ถือว่าเป็นโครโมโซมใหญ่ที่สุดของคนที่ถูกถอดรหัสออกมาเสร็จสมบูรณ์ ประกอบด้วยยีนหรือสารพันธุกรรมกว่า 727 ตัว และดีเอ็นเอเกือบ 60 ล้านตัว ยีน 32 ตัว ในจำนวนนี้เกี่ยวพันกับโรคที่เกิดจากพันธุกรรม เช่น โรคสมองฝ่อ ภูมิคุ้มกันผิดปกติร้ายแรง โรคหัวใจ เบาหวานและโรคผิวหนัง ข้อมูลเรื่องดังกล่าวอยู่ที่เว็บไซต์ของวารสารเนเชอร์ ของอังกฤษชื่อ www.nature.com (มติชน อังคารที่ 25 ธันวาคม 2544 หน้า 7)
บีบีซีนิวส์ - ในอนาคตเราก็จะรู้ได้ว่าคนไหนที่จะมีอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วนตั้งแต่เกิด จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์อังกฤษที่ค้นพบยีนซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วนจากการกินมากเกินไป โดยคาดหวังกันว่าการค้นพบดังกล่าวจะนำไปสู่การป้องกันโรคอ้วนซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งได้

นักวิจัย จากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน เผยว่า งานวิจัยของพวกเขาอาจนำไปสู่การทดสอบเพื่อระบุถึงคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและจะได้มีการป้องกันล่วงหน้า โดยได้ค้นพบว่า "ยีนGAD2" มีผลต่อการเพิ่มสารบางตัวต่อร่างกายที่ทำให้กระตุ้นความอยาก

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ใน พับลิก ไลบรารี ออฟ โซเชียล ไบโอโลจี (Public Library of Science Biology) ระบุถึงพาหะที่เป็นตัวสำคัญมากในการทำให้เกิดอาการหิวมากขึ้น โดยหัวหน้าคณะวิจัย ศาสตราจารย์ ฟิลิปเป้ โฟรเกล กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งไม่สามารถอธิบายทั้งหมดได้โดยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งแต่เขาบอกว่า GAD2นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งประมาณ 1 ใน 10 ในคนที่มีน้ำหนักมากเกินไปอย่างรุนแรง โฟรเกลบอกว่า "การระบุถึงยีนชนิดนี้ได้ อาจช่วยพัฒนาการเพื่อตรวจดูคนที่อาจมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนในภายหลัง และจะได้มีมาตรการการป้องกันที่มีประสิทธิภาพต่อไป"

1 ใน 5 ของชายชาวอังกฤษ และ 1 ใน 4 ของผู้หญิงเมืองผู้ดีนั้นเป็นโรคอ้วน โดยในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมานั้นอัตราของโรคนี้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า และแพทย์ต่างเป็นกังวลเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัยเด็กโดย 1 ใน 3 ของเด็กนั้นมีน้ำหนักเกิน ขณะที่เด็กอังกฤษนั้นเป็นโรคอ้วนกันถึง 17 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

งานวิจัยชิ้นดังกล่าวระบุว่าการมีน้ำหนักที่มากเกินไปจะทำให้เสียชีวิตเร็วกว่าอายุขัยปกติถึง 10 ปี โรคอ้วนยังได้เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคลมชักอีกด้วย โดยคาดว่าการเสียชีวิตราว 30,000 รายในอังกฤษต่อปีและค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปประมาณ 2.5 พันล้านปอนด์ต่อปีนั้นก็เป็นผลมาจากโรคอ้วน

การศึกษาของอิมพีเรียล คอลเลจ ซึ่งศึกษากับบุคคลกว่า 1,200 คนนี้ ระบุถึงยีน GAD2 สองรูปแบบ อันแรกนั้นเป็นตัวที่ป้องกันโรคอ้วน ส่วนอีกตัวหนึ่งนั้นเป็นยีนที่กระตุ้นให้เกิดอาการอยากอาหารมากกว่าปกติ โดยจากการศึกษากับอาสาสมัครที่มีรูปร่างผอมบางนั้นพบว่า พวกเขาจะมียีนที่เป็นตัวแรกซึ่งเป็นตัวที่ป้องกันโรคอ้วน ขณะที่คนอ้วนจะมียีนGAD2 รูปแบบหลัง

ยีนดังกล่าวจะกระตุ้นให้มีอาการอยากอาหารมากกว่าปกติ โดยจะไปเร่งการผลิตสารสื่อประเภทGamma aminobutyric acid (GABA) ในสมอง เมื่อรวมกับโมเลกุลอื่นๆแล้วก็จะกระตุ้นทำให้เรากินมากขึ้น ขณะที่ดร. เอียน แคมป์เบล ประธานของการประชุมโรคอ้วนแห่งชาติ กล่าวกับบีบีซีนิวส์ออนไลน์ว่า ปัจจุบันก็กำลังมีการศึกษาเกี่ยวกับยีนราว 250 ตัว ที่อาจเกี่ยวพันกับโรคอ้วนนั้น โดยระบุว่าโรคอ้วนนั้นเป็นโรคที่มีความสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก การค้นพบนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้สามารถทราบล่วงหน้า และป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นได้
มนุษย์กำหนดธรรมชาติแห่งชีวิต
บุญ หรือ บาป ?

***

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า "ศาสนา" เป็นสิ่งหนึ่งที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์เราตั้งแต่ไหน
แต่ไรมาแล้วไม่ว่าจะศาสนาใดก็ตามที่มีอยู่ในโลกนี้ต่างก็พร่ำสอนให้คนเป็นคนดี ปฏิบัติตนอยู่
ในทำนองคลองธรรมกันทั้งนั้นอาจจะมีส่วนน้อยที่แบ่งแยกตนออกไปเป็นลัทธิ มีความเชื่อผิดแผก
ไปบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็เน้นให้คนเห็นความสำคัญของการดำรงตนเป็นคนดีของครอบครัวและสังคม
แต่ในภาวะปัจจุบันที่โลกมีแต่เทคโนโลยีล้ำหน้าไปเสียทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี
ทางการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต โดยเฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพ ที่ล้ำหน้า
เสียจนคนก้าวตามแทบไม่ทัน นำความเปลี่ยนแปลงหลากหลายประการมาสู่ชีวิตมนุษย์ โดยเริ่ม
ตั้งแต่สมัยแรก ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์สามารถล่วงรู้ว่า "ยีน" (Gene) หรือหน่วยพันธุกรรมเป็นหัวใจหลัก
ของการควบคุมการแสดงออกของลักษณะต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ และมนุษย์
ทั้งยังสามารถวิเคราะห์ถึงโครงสร้างของยีนได้อย่างกว้างขวาง และสามารถสังเคราะห์ชิ้นส่วนยีนรวมถึง
ถ่ายฝากยีนของสิ่งมีชีวิตหนึ่งให้กับสิ่งมีชีวิตอื่นได้หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ "พันธุวิศวกรรม"
(Genetic Engineering) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำการเคลื่อนย้ายยีนจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งไปสู่
สิ่งมีชีวิตอีกสายพันธุ์หนึ่ง ก่อให้เกิดความคิดริเริ่มในสร้างสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ที่มียีนลูกผสมแบบใหม่
ในคุณลักษณะแบบใหม่ซึ่งไม่เคยปรากฏในธรรมชาติมาก่อน ด้วยความมุ่งหมายที่จะปรับปรุงคุณลักษณะ
ของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ให้ดีกว่าเดิม เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรม สนองความต้องการของมนุษย์
ในด้านการอุปโภคและบริโภคที่สูงขึ้น เช่น การพัฒนาพันธุ์สัตว์ การปรับปรุงพันธุ์พืชให้ต้านทานโรคและ
แมลง การพัฒนาพันธุ์พืชให้มีคุณภาพผลผลิตดี การพัฒนายารักษาโรคและวัคซีนที่ไม่เคยทำได้ในยุค
ก่อนหน้านี้
ทว่า นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนว่าการนำเทคโนโลยีชีวภาพเหล่านี้
มาใช้ จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ อาทิ ผลผลิตจะมีพิษภัยต่อสุขภาพคนและสัตว์หรือไม่ ยีนเหล่านี้
จะมีโอกาสกลายพันธุ์เป็นยีนก่อโรคหรือไม่ ยีนเหล่านี้จะมีโอกาสหลุดรอดออกไปสู่สิ่งมีชีวิตอื่นได้
หรือไม่ ฯลฯ เพราะฉะนั้นความเชื่อทางศาสนาจึงก้าวมามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้มุมมองผลกระทบ
ทางเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นหลักสำคัญประการหนึ่งที่จะช่วยแสดงถึงมิติแห่งการรับรู้ และกำหนดขอบเขต
การยอมรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ของสังคม เพราะความเชื่อทางศาสนานั้นมักเป็นความเชื่อที่อยู่บนรากฐาน
ของการยอมรับในกฎแห่งธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อที่เกี่ยวกับมนุษย์
ผู้เขียนจึงจะได้หยิบยกบางมุมมองและบางประเด็นที่เป็นผลกระทบทางจริยธรร
 
โดย: gsvtqq - เมื่อ: 15/12/2547 : 19.29น. - IP: 161.246.51.231

   จากที่ผมเคยเอาเรื่องความรักมาให้อ่านกานบ่อยๆแล้วนะครับ วันนี้ผมขอเปลี่ยนเปงเรื่องเพื่อนดีกว่า ซึ่งผมได้CopyมาจากPramoolนะครับ เป็นบทความของคุณ Pooh_f201 ซึ่งน่าสนใจมากๆเลยครับ มาอ่านกันเลยดีกว่า

เพื่อนกับนาฬิกา...

ถามอะไรคุณอย่างนึงได้ไหม
เพื่อนตามความคิดคุณคืออะไร?

เค้ามีความสำคัญกับคุณมากแค่ไหน
“เทียบกับคนรักของคุณได้บ้าง ฤ เปล่า”

ฉันมีบ้างอย่างอยากจะเล่าให้ฟังแค่นั้นเอง

มีนาฬิกาปลุกอยู่เรือน 1
มันทำหน้าที่ของมันทุกวัน
ทั้งเข็มยาวเข็มสั้น….
ยังคงเดินทางรอบหน้าปัดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ตอนเช้าๆๆๆๆๆๆๆๆ
มันจะส่งเสียงกวนประสาท
เสียงที่ทำให้เราต้องตื่นจากความฝันแสนหวาน
เราตอบแทนมันโดยการเอื้อมมือไป ควานหา”ตบหรือกดมันอย่างแรง”
ด้วยความรำคาญ เพื่อให้มันเงียบ
ทั้งๆที่มันก็ช่วยให้เราไม่ไปผิดนัดสำคัญๆอยู่เสมอ
และถ้ามันเผลอปลุกเราในวันพักผ่อน
บางทีเราอาจจะขวางมันทิ้งเสียด้วยซ้ำ
ทั้งๆที่เราก็เป็นคนตั้งเวลาเอาไว้เอง

บ้างครั้งเราก็มั่วทำอย่างอื่นที่เราเห็นว่าสำคัญ
มากเสียยิ่งกว่า
“นาฬิกา” ที่มันตั้งอยู่ที่เดิมของมันทุกวัน
เราไม่ใส่ใจมันเท่าไรหรอก จะสนใจมันแค่ตอนเรา
“อยากรู้เวลาก็เท่านั้นเอง”
จนกระทั่งวันนึง
นาฬิกาเดิมๆเรือนนั่นมันเงียบหายไป
คุณไม่รู้หรอกว่ามันเงียบไปเมื่อไร
คุณจำไม่ได้หรอกว่าตอนมันเดินครั้งสุดท้าย คือ ตอนไหน
คุณได้แต่โทษมันในเช้าวันนั้นว่า
“นายนาฬิกา เฮงซวย..ทำไมถึงไม่ปลุก”
ทั้งที่มันเงียบไปเพราะคุณ………



คุณว่าไหม ว่า
“เพื่อนมันเหมือน “นาฬิกาปลุกเนอะ…”


ทำไมนะเหรอ……….
คุณคิดดูสิ---
ความรักระหว่างเพื่อนก็เหมือนการเดินของเข็มนาฬิกานะ
เดินอยู่ที่เดิมๆๆๆๆๆ แต่ก็เดินไปได้เรื่อยๆๆ ไม่เหนื่อยไม่เบื่อ
บางครั้งเพื่อนก็เตือนเรา
บอกเรา แนะนำเราไนบางเรื่องที่เราควรจะฟัง
แต่เรากลับรำคาญมัน
พูดทำร้ายน้ำใจเค้า หรือทำให้เค้าเสียใจ
เพราะคิดว่าคำพูดเตือนของเค้าทำให้คุณรำคาญ
ถึงแม้บางทีคุณก็ทำไปเพราะไม่ได้ตั้งใจ
แต่ลองสังเกตสิ
สิ่งที่เพื่อนๆคุณเตือน(ด้วยความหวังดีนั้น)
บางทีกลับช่วยคุณได้หลายๆเรื่อง

หลายครั้งหลายคราว
ที่คุณมัวแต่ทำเรื่องอื่น
ให้ความสำคัญกับคนอื่นๆๆ
และมองข้ามความสำคัญเพื่อน
เพราะคุณคิดอยู่เสมอว่า……..
ความรักของเพื่อน มันเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา
เช่นเดียวกับ นาฬิกา…
ที่มันจะเดินไปอย่างนั้น…เหมือนทุกๆวัน
แต่คุณคงลืมไปว่าสักวัน
ถ่านที่คุณใส่ไว้มันก็ต้องหมด
นาฬิกาไม่ได้ละเลยหน้าที่ของมัน
หากเพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไป
มันจะเอาแรงที่ไหนเดินหากไม่มี แบตเตอร์รี่
เช่นเดียวกันกับเพื่อนของคุณ

แม้เค้าจะรักและปรารถนาดีกับคุณมากแค่ไหนก็ตาม
หากคุณเองไม่เคยใส่ใจ
หลงลืมไปว่ายังมีเค้าอยู่
ก็เปรียบเหมือนดังนาฬิกา
ที่มันไม่ได้ละทิ้งหน้าที่ของมันหรอก
หากแต่เพียงคุณเองที่ไม่เคยจะเอาใจใส่
นาฬิกาเก่าๆเดิมๆเรือนนั้นเลย
ถึงเวลาหรือยังที่คุณจะหันกลับมามอง
มองดูนาฬิกาเรือนเดิม
ไม่สายไปใช่ไหมที่คุณจะใส่ถ่านให้มันอีกครั้ง
และไขลานให้มันเดินดังเดิม
เพื่อให้นาฬิกาเรือนเดิม
กลับมาทำหน้าที่หน้าเบื่อเดิมๆ
อีกสักครั้ง


 
โดย: Puchiko-chan - เมื่อ: 15/12/2547 : 20.23น. - IP: 202.133.168.116

ลองเข้าดูที่นี่นะ(มันเป็นภาษาอังกฤษนะ)ถึงจะกลับหน้ากลับหลังแต่มันก็ใช้ค้นหาได้เหมือน Google ปกติอ่ะแหละ

http://www.alltooflat.com/geeky/elgoog/

 
โดย: ZanVeRN - เมื่อ: 15/12/2547 : 20.41น. - IP: 202.176.108.26

ผมไปเจอใน ประมูลครับ ซึ่งตอนนี้ส่วนมากจะไม่ค่อยมีสาระ มากนัก แต่เห็นแล้วก็อดโพสมะได้งับ มาเข้าเรื่องกานดีก่า
[ ข้อความต่อไปนี้อาจรุนแรงหน่อยกรุณาทำความเข้าใจด้วย เครดิต ประมูล ประมูล ประมูล แต่มะรู้ว่า Non-Member ผู้ไหนโพส ขออภัยด้วยกั๊บ]

เด๋วนี้คนไทยสมัยใหม่ค่อนข้าง โง่ และติดเหล้ามากๆครับ

ผมจะ Copy มาให้พวกท่านได้ดูนะครับ [เปลี่ยนคำนิหน่อยเพราะประมูลใช้คำแรงปายหน่อย]

แล้วพวกคุณรู้หรือปล่าวว่า คนไทยติดอันดับ 5 กินเหล้ามากที่สุดของโลก เลยนะแล้วก็วันก่อนผมดูรายการมาสเตอร์คีย์หรือไรเนี้ย ไม่แน่ใจ ทางช่อง3 เกี่ยวกับเกร็ดความรู้ คนอเมริกาอ่านหนังสือพิมพ์กันประมาณ90%ของคนทั้งประเทศ ในขณะที่ญี่ปุ่นประมาณ70% ของสิงค์โปร์ประมาณ30% ส่วนของไทยมันบอกว่าทั้งประเทศมีคนอ่านหนังสือพิมพ์ ติดตามข่าวจริงๆจังๆเนี่ย2ล้านคน ผมก็ดีใจ แต่ที่ไหนได้พอคิดมาเป็น%ได้ประมาณ 3%เอง เพราะประเทศไทยมีประชากร60ล้านคน -_-!!! แล้วอย่างนี้คนในประเทศไทยจะเจริญได้อย่างไร

พวกท่านก็คงเห็น บอลที่แพ้แล้วนะครับ ผมว่าเดียวนี้บอลไทยไร้ซึ่งฝีมือครับ นั้นเกาะเอาตังอยู่นั้น น่าจะให้ชนรุ่นใหม่ มาแสดงฝีมือได้มั้งนะครับ

เรื่องสุดท้ายนี้ ก็พวกที่ติดเกมส์อะครับ อย่าเล่นมากละกัน เพราะ เล่นเกมส์ก็เหมือน อยู่ในห้องๆ หนึ่งที่มีผู้คนมากมาย เท่านั้นเอง [แต่ตูก็ยางเล่น แต่เล่นไม่มากแล้ว]

ปล. คำแรงนิหน่อยนะครับถ้าไม่ดีตรงไหน เปลี่ยนหรือลบปายเยย
ปล2. อาจจะฟังไม่ค่อยรู้เรื่องนะครับ


 
โดย: PALOY - เมื่อ: 15/12/2547 : 21.33น. - IP: 203.146.232.22

พุ่งนี้เรากอเป็นหนึ่งในแสตนนะ ขอกำลังใจจากทุกคนนะคะ

ตอนนี้พวกเราก้อพยายามทำไห้ดีที่สุดแล้วหล่ะ เพราะน่ากัวเหลือเกินง่ะ กดดันมาก

อยากให้ทุดคนมาร่วมเป็นกำลังใจไปแข่งพุ่งนี้ที่บดินทร 2ให้มันชนะ ด้วยเกิ๊ดดด

 

 

Page : 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 41 42 43 44 45 46 47 48 49 50 51 52 53 54 55 56 57 58 59 60 61 62 63 64 65 66 67 68 69 70 71 72 73 74 75 76 77 78 79 80 81 82 83 84 85 86 87 88 89 90 91 92 93 94 95 96 97 98 99 100 101 102 103 104 105 106 107 108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118 119 120 121 122 123 124 125 126 127 128 129 130 131 132 133 134 135 136 137 138 139 140 141 142 143 144 145 146 147 148 149 150 151 152 153 154 155 156 157 158 159 160 161 162 163 164 165 166 167 168 169 170 171 172 173 174 175 176 177 178 179 180 181 182 183 184 185 186 187 188 189 190 191 192 193 194 195 196 197 198 199 200 201 202 203 204 205 206 207 208 209 210 211 212 213 214 215 216 217 218 219 220 221 222 223 224 225 226 227 228 229 230 231 232 233 234 235 236 237 238 239 240 241 242 243 244 245 246 247 248 249 250 251 252 253 254 255 256 257 258 259 260 261 262 263 264 265 266 267 268 269 270 271 272 273 274 275 276 277 278 279 280 281 282 283 284 285 286 287 288 289 290 291 292 293 294 295 296 297 298 299 300 301 302 303 304 305 306 307 308 309 310 311 312 313 314 315 316 317 318 319 320 321 322 323 324 325 326 327 328 329 330 331 332 333 334 335 336 337 338 339 340 341 342 343 344 345 346 347 348 349 350 351 352 353 354 355 356 357 358 359 360 361 362 363 364 365 366 367 368 369 370 371 372 373 374 375 376 377 378 379 380 381 382 383 384 385 386 387 388 389 390 391 392 393 394 395 396 397 398 399 400 401 402 403 404 405 406 407 408 409 410 411 412 413 414 415 416 417 418 419 420 421 422 423 424 425 426 427 428 429 430 431 432 433 434 435 436 437 438 439 440 441 442 443 444 445 446 447 448 449 450 451 452 453 454 455 456 457 458 459 460 461 462 463 464 465 466 467 468 469 470 471 472 473 474 475 476 477 478 479 480 481 482 483 484 485 486 487 488 489 490 491 492 493 494 495 496 497 498 499 500 501 502 503 504 505 506 507 508 509 510 511 512 513 514 515 516 517 518 519 520 521 522 523 524 525 526 527 528 529 530 531 532 533 534 535 536 537 538 539 540 541 542 543 544 545 546 547 548 549 550 551 552 553 554 555 556 557 558 559 560 561 562 563 564 565 566 567 568 569 570 571 572 573 574 575 576 577 578 579 580 581 582 583 584 585 586 587 588 589 590 591 592 593 594 595 596 597 598 599 600 601 602 603 604 605 606 607 608 609 610 611 612 613 614 615 616 617 618 619 620 621 622 623 624 625 626 627 628 629 630 631 632 633 634 635 636 637 638 639 640 641 642 643 644 645 646 647 648 649 650 651 652 653 654 655 656 657 658 659 660 661 662 663 664 665 666 667 668 669 670 671 672 673 674 675 676 677 678 679 680 681 682 683 684 685 686 687 688 689 690 691 692 693 694 695 696 697 698 699 700 701 702 703 704 705 706 707 708 709 710 711 712 713 714 715 716 717 718 719 720 721 722 723 724 725 726 727 728 729 730 731 732 733 734 735 736 737 738 739 740 741 742 743 744 745 746 747 748 749 750 751 752 753 754 755 756 757 758 759 760 761 762 763 764 765 766 767 768 769 770 771 772 773 774 775 776 777 778 779 780 781 782 783 784 785 786 787 788 789 790 791 792 793 794 795 796 797 798 799 800 801 802 803 804 805 806 807 808 809 810 811 812 813 814 815 816 817 818 819 820 821 822 823 824 825 826 827 828 829 830 831 832 833 834 835 836 837 838 839 840 841 842 843 844 845 846 847 848 849 850 851 852 853 854 855 856 857 858 859 860 861 862 863 864 865 866 867 868 869 870 871 872 873 874 875 876 877 878 879 880 881 882 883 884 885 886 887 888 889 890 891 892 893 894 895 896 897 898 899 900 901 902 903 904 905 906 907 908 909 910 911 912 913 914 915 916 917 918 919 920 921 922 923 924 925 926 927 928 929 930 931 932 933 934 935 936 937 938 939 940 941 942 943 944 945 946 947 948 949 950 951 952 953 954 955 956 957 958 959 960 961 962 963 964 965 966 967 968 969 970 971 972 973 974 975 976 977 978 979 980 981 982 983 984 985 986 987 988 989 990 991 992 993 994 995 996 997 998 999 1000 1001 1002 1003 1004 1005 1006 1007 1008 1009 1010 1011 1012 1013 1014 1015 1016 1017 1018 1019 1020 1021 1022 1023 1024 1025 1026 1027 1028 1029 1030 1031 1032 1033 1034 1035 1036 1037 1038 1039 1040 1041 1042 1043 1044 1045 1046 1047 1048 1049 1050 1051 1052 1053 1054 1055 1056 1057 1058 1059 1060 1061 1062 1063 1064 1065 1066 1067 1068 1069 1070 1071 1072 1073 1074 1075 1076 1077 1078 1079 1080 1081 1082 1083 1084 1085 1086 1087 1088 1089 1090 1091 1092 1093 1094 1095 1096 1097 1098 1099 1100 1101 1102 1103 1104 1105 1106 1107 1108 1109 1110 1111 1112 1113 1114 1115 1116 1117 1118 1119 1120 1121 1122 1123 1124 1125 1126 1127 1128 1129 1130 1131 1132 1133 1134 1135 1136 1137 1138 1139 1140 1141 1142 1143 1144 1145 1146 1147 1148 1149 1150 1151 1152 1153 1154 1155 1156 1157 1158 1159 1160 1161 1162 1163 1164 1165 1166 1167 1168 1169 1170 1171 1172 1173 1174 1175 1176 1177 1178 1179 1180 1181 1182 1183 1184 1185 1186 1187 1188 1189 1190 1191 1192 1193 1194 1195 1196 1197 1198 1199 1200 1201 1202 1203 1204 1205 1206 1207 1208 1209 1210 1211 1212 1213 1214 1215 1216 1217 1218 1219 1220 1221 1222 1223 1224 1225 1226 1227 1228 1229 1230 1231 1232 1233 1234 1235 1236 1237 1238 1239 1240 1241 1242 1243 1244 1245 1246 1247 1248 1249 1250 1251 1252 1253 1254 1255 1256 1257 1258 1259 1260 1261 1262 1263 1264 1265 1266 1267 1268 1269 1270 1271 1272 1273 1274 1275 1276 1277 1278 1279 1280 1281 1282 1283 1284 1285 1286 1287 1288 1289 1290 1291 1292 1293 1294 1295 1296 1297 1298 1299 1300 1301 1302 1303 1304 1305 1306 1307 1308 1309 1310 1311 1312 1313 1314 1315 1316 1317 1318 1319 1320 1321 1322 1323 1324 1325 1326 1327 1328 1329 1330 1331 1332 1333 1334 1335 1336 1337 1338 1339 1340 1341 1342 1343 1344 1345 1346 1347 1348 1349 1350 1351 1352 1353 1354 1355 1356 1357 1358 1359 1360 1361 1362 1363 1364 1365 1366 1367 1368 1369 1370 1371 1372 1373 1374 1375 1376 1377 1378 1379 1380 1381 1382 1383 1384 1385 1386 1387 1388 1389 1390 1391 1392 1393 1394 1395 1396 1397 1398 1399 1400 1401 1402 1403 1404 1405 1406 1407 1408 1409 1410 1411 1412 1413 1414 1415 1416 1417 1418 1419 1420 1421 1422 1423 1424 1425 1426 1427 1428 1429 1430 1431 1432 1433 1434 1435 1436 1437 1438 1439 1440 1441 1442 1443 1444 1445 1446 1447 1448 1449 1450 1451 1452 1453 1454 1455 1456 1457 1458 1459 1460 1461 1462 1463 1464 1465 1466 1467 1468 1469 1470 1471 1472 1473 1474 1475 1476 1477 1478 1479 1480 1481 1482 1483 1484 1485 1486 1487 1488 1489 1490 1491 1492 1493 1494 1495 1496 1497 1498 1499 1500 1501 1502 1503 1504 1505 1506 1507 1508 1509 1510 1511 1512 1513 1514 1515 1516 1517 1518 1519 1520 1521 1522 1523 1524 1525 1526 1527 1528 1529 1530 1531 1532 1533 1534 1535 1536 1537 1538 1539 1540 1541 1542 1543 1544 1545 1546 1547 1548 1549 1550 1551 1552 1553 1554 1555 1556 1557 1558 1559 1560 1561 1562 1563 1564 1565 1566 1567 1568 1569 1570 1571 1572 1573 1574 1575 - found 15749 topics
ฉ Copyright 2003 Bodindecha (Sing Singhaseni) School, All rights reserved.
Developed by : BDZ Team - Credits!