|
เรือปิศาจ
พูดถึงเรือผีสิง ขึ้นชื่อว่าโด่งดังที่สุดก็คงไม่พ้นเรื่องเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน ว่ากันว่าเป็นเรือผีที่ต้องท่องไปในน่านน้ำไม่มีวันสิ้นสุด หรือไม่ก็จนกว่าโลกจะแตกไป ข้างหนึ่ง วันดีคืนดีอาจมาปรากฏให้นักเดินทะเลสยองเล่นๆ ตามน่านน้ำต่างๆ ในรูปของเรือสามใบเสา และกัปตันผู้ซึ่งยังแต่งกายในแบบศตวรรษเก่า ยกตัวอย่างก็เมื่อปี 1892 ที่อ่าวเวสตัน ในเท็กซัส มีผู้เห็นเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนถึงสองครั้ง เป็นเรือที่มีแสงเรืองน่ากลัว ที่หัวเรือมีกัปตันเรือยืนอยู่ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว กรีดเสียงหัวเราะบ้าคลั่งชวนขนลุก
กล่าวกันว่า เรือนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าสองเรื่อง (เรื่องไหนจะเด็ดกว่ากันต้องพิจารณาเอาเองแล้ว) เรื่องแรกเป็นเรื่องของผีและกัปตันที่มีชื่อว่า แวนเดอเดคเคน ซึ่งเป็นคนที่นอกจากจะไม่นับถือพระเจ้าแล้วยังลบหลู่อย่างร้ายกาจอีกด้วย ส่วนเรื่องที่สองเป็นของนักเดินเรือที่ชื่อว่า เบอร์นาร์ด โฟคค์ คนนี้ทำสัญญากับปิศาจว่าจะยอมอยู่ในอาณัติของมันหากช่วยให้เขาเดินทางไปถึงอีสต์อินดีส์ใน 90 วัน งสองเรื่องที่ว่าเชื่อกันว่าเป็นเหตุให้เรือและกัปตันต้องระหกระเหินไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำไปชั่วนิรันดร์
อย่าเพิ่งคิดนะคะว่าจะมีแค่เรื่องของเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนเท่านั้น ยังมีอีกเรื่องที่จะมาเล่าให้ฟังค่ะ
เรื่องนี้เป็นเรื่องของเรือล่าปลาวาฬอเมริกันชื่อ จอร์จ เฮนรี่ ซึ่งกำลังมุ่งหน้าขึ้นเหนือ ออกเดินทางตามหาคณะเดินทางเคราะห์ร้ายนำโดย เซอร์จอร์น แฟรงคลิน ที่หายไปจากเส้นทางสู่ขั้วโลกอย่างไร้ร่องรอย แต่ว่าภารกิจนี้เรือจอร์จ เฮนรี่ไม่ได้มาเพียงลำเดียว ยังมีเรืออีกลำชื่อว่า เรือเรสคิว ตามมาเป็นเรือบรรทุกสัมภาร ะด้วย เรื่องของเรื่องมันก็อยู่ที่เรือลำนี้แหละ เพราะว่าเรือเรสคิวเป็นเรือประหลาดหรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นเรืออัปมงคลก็ว่าได้ เมื่อออกเดินทางทุกครั้ง ก็จะต้องลงเอยด้วยการมีคนตายอย่างน้อยหนึ่งคนเสมอ
คืนวันที่ 27 กันยายน ค.ศ.1860 เรือทั้งสองลำจอดทอดสมอหลบภายุอยู่ที่อ่าวโฟรบิสเชอร์ เกาะแบฟฟิน แต่ยิ่งเวลาผ่านไป พายุก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดกำลังลง กลับเพิ่มแรงลมมากขึ้นเรื่อยๆ จนกัปตันฮอลล์ กัปตันเรือของจอร์จ เฮนรี่ตัดสินใจสั่งให้ถ่ายลูกเรือเรสคิวมาขึ้นเรือของเขาให้หมด นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะเพียงชั่วอึดใจต่อจากนั้น สมอเรือของเรสคิวถูกแรงกระแสน้ำลากออกจากที่ ค่อยๆลอยเข้าหาฝั่งที่น้ำทะเลกระแทกหินอย่างรุนแรง ดูเหมือนจะมีอำนาจบางอย่างที่พยายามดึงเรือเรสคิวเอาไว้ไม่ให้เข้ากระแทกหินโสโครกชายฝั่งง่ายดายเกินไป แต่กระนั้นเรือเรสคิวซึ่งไร้คนบังคับก็ต้องพ่ายต่อแรงธรรมชาติในอีกหลายชั่วโมงต่อมา มันถูกคลื่นยักษ์โถมกระหน่ำหนุนให้เรือพุ่งเข้าหากองหินอย่างแรงจนไม้กราบเรือฉีก หิมะซึ่งโปรยปรายต่อมาหลังจากนั้นดูราวกับผ้าห่อศพก็ไม่ปาน
เช้าวันต่อมาเรือเรสคิวหายไป เป็นไปได้ว่าอาจถูกหิมะถมทับจนหายไปสนิท แต่ลูกเรือหลายคนก็เชื่อว่ามันโดนคลื่นลมพาเข้ากระแทกกับหินจนแหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เรือจอร์จ เฮนรี่ต้องเดินต่อไปลำเดียว
กรกฎาคม 1861 สิบเดือนต่อมา เรือจอร์จ เฮนรี่เดินทางมาที่เกาะแบฟฟินอีกครั้ง ทันทีที่มาถึงลูกเรือที่มองดูอยู่บนยอดเสากระโดงก็ร้องเสียงหลงชี้มือไปที่ขอบฟ้า ห่างออกไปราว 2 ไมล์ มีเรือลำหนึ่งปรากฏขึ้นเป็นเงาลางในม่านหมอก แต่ก็สามารถบอกได้จากกาบเรือที่ฉีกแตกว่านั่นคือ เรือเรสคิว มันแล่นเป็นเส้นตรงเหมือนกับมีมือที่มั่นคงบังคับหางเสือ ทั้งๆที่ไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตบนดาดฟ้า ลูกเรือของเรือจอร์จเฮนรี่มองภาพข้างหน้าอย่างขนลุกขนชัน ครู่เดียวมันก็หายไปในหมอกอีกครั้ง
เย็นวันนั้นเรือจอร์จเฮนรี่ทอดสมอเรือไว้ที่อ่าวโฟรบิสเชอร์ ไม่ห่างจากจุดที่เรือเรสคิวประสบเหตุอับปางเมื่อปีก่อน ไม่กี่ชั่วโมงต่อจากนั้น ลมแรงจัดก็พัดมาจากทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ พาน้ำแข็งก้อนมหึมาข้ามทะเลตรงมายังเรือจอร์จเฮนรี่ ลูกเรือต่างรีบหาไม้มาช่วยกันยันก้อนน้ำแข็งออกไปก่อนที่มันจะมาชนเรือ ทว่าเพียงแค่ก้อนน้ำแข็งเบี่ยงทางไป แสงจันทร์ซีดเซียวก็จับไปยังสิ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกเรือจอร์จเฮนรี่ตาค้าง
มันคือเรือเรสคิว !?!
เรือนั้นอยู่ห่างออกไปเพียงไมล์เดียว ที่สำคัญคือมันกำลังไถลวิ่งตรงเข้ามาหา ไม่มีทางที่เรือจอร์จเฮนรี่จะหลีกพ้น มันอาจจะเป็นชะตากรรมหรืออาจเป็นความเคียดแค้นที่ถูกทิ้งอยู่เดียวดาย แต่จะอะไรก็ตาม ลูกเรือจอร์จเฮนรี่เตรียมใจรอรับการพุ่งชนในอึดใจข้างหน้า
จู่ๆ ณ จุดที่เรือกำลังจะสัมผัสกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปด เรือเรสคิวก็หันหัวเรือเปลี่ยนทิศ มันอาจติดก้อนน้ำแข็งจนหัวเรือต้องเปลี่ยนทางไป แต่ในความรู้สึกของลูกเรือดูเหมือนกับผีที่คุมพังงาเรือ เปลี่ยนใจในวินาทีสุดท้าย
วันต่อมา กัปตันฮอลล์ถอนสมอเรือและแล่นเรือออกจากอ่าว ไม่มีสัญญาณใดบอกให้เห็นเรือเรสคิว แต่ลูกเรือก็พากันเงียบงันตลอดทั้งวัน พวกเขาจับตาอยู่ที่ขอบฟ้าด้วยความหวาดกลัว และแล้วมันก็มาตามเวลาในตอนเย็น ตรงจุดที่มันถูกทิ้งอีกครั้ง แล้วก็อีกครั้งในตอนเช้าของอีกวันหนึ่ง คราวนี้มันลอยออกไปทางทะเลปิด หายไปในเวลาร่วมชั่วโมง
ไม่มีใครรู้ว่าที่สุดแล้วเรือเรสคิวลงเอยอย่างไร บางคนเชื่อว่ามันสิงอยู่ในทะเลเกาะแบฟฟิน แต่ไม่ว่าจะเชื่ออย่างไร ผีเรือเรสคิวก็มีอิทธิพลต่อความเชื่อของชาวเรือในย่านนั้น จนมีใครหลายคนหวังว่าจะได้เห็นมันสักครั้ง
เหะๆ หลอนล่ะสิ โฮ่ๆๆๆ พักเรื่องวิทย์มาหลอนกันซักนิดก็ดีเหมือนกานนนนน อุอุ เป็นเรื่องที่น่าคิดมากเลย รึมันจะมีผีสิงจริงๆ บรื๋ออออออ = ="
|